เว็บบอร์ด

การให้อภัย และการอโหสิกรรม

เปิดอ่าน 1595 ครั้ง

หนูขอเรียนถามว่าการให้อภัย กับการอโหสิกรรม เหมือนกัน หรือต่างกันอย่างไร หนูคิดว่าหนูให้อภัยกับคนบางคน แต่เมื่อได้ยินชื่อ หรือเห็นหน้าหนูจะไม่สบายใจทุกครั้ง แต่หนูคิดว่าหนูไม่ได้โกรธหรือเกลียดเขาแล้วนะ อย่างนี้แปลว่าหนูให้อภัยเขาหรือยัง หนูเคยใส่บาตร กรวดน้ำ แผ่เมตตาและกล่าวคำอโหสิกรรมให้เขาเป็นเวลา 7 วัน ติด ๆ กัน (เขายังไม่ตาย) อย่างนี้จะมีผลในปัจจุบัน หรือภพภูมิต่อ ๆ ไป หรือเปล่า และการอโหสิกรรมให้แก่กันจะต้องให้เจ้าตัวเขารับรู้ด้วยหรือไม่ ขอคำแนะนำด้วยค่ะ


ไม่มี "การ"อโหสิกรรม ในพุทธศาสนาอย่างที่เราเข้าใจ มันไม่ง่ายอย่างนั้น จะกรวดน้ำ ทำบุญ กล่าวคำอโหสิกัน เป็นล้านครั้ง กรรมก็ไม่อโหสิ มันซื่อสัตย์ที่สุด ไม่มีสินบน มันต้องให้ผลตามโอกาส ยกเว้นแต่มันไม่มีโอกาสที่จะให้ผลได้ นั่นแหละเรียกว่า อโหสิกรรม อโหสิกรรม เป็นกรรมประเภทหนึ่ง ไม่มี "การ"นำหน้า ท่านเรียกกรรมที่ไม่สามารถให้ผลได้ ว่า อโหสิกรรม เหตุผลที่มันให้ผลไม่ได้ หลัก ๆ ก็มีสองประการ คือ 1. มันเป็นกรรมเล็กน้อย ไม่มีแรง เจตนาที่กระทำมันอ่อน พอมีกรรมอื่น ๆ ให้ผลไปก่อน มันก็หมดแรงไปเอง มันไม่ได้โอกาส เพราะถูกกรรมอื่นเบียดให้ผล ความจริงมันก็รอให้ผลอยู่ แต่ไม่ได้โอกาสสักที ไป ๆ มา ๆ ก็หมดแรง เป็นอโหสิกรรมไป 2. มันเจอกรรมหนักเข้าไปตัดรอน มันเลยพลาดโอกาสให้ผลไปเลย เช่น พระองคุลิมาล แม้ฆ่าคนตายมากมายสมัยเป็นโจร แต่เพราะได้อรหัตตมรรค ๆ ก็ตัดกรรมรอนปาณาติบาตที่ทำมา ไม่ให้มันให้ผล ท่านจึงนิพพานอย่างเดียว ไม่ตกนรก ปาณาติบาตที่ทำมาทั้งหมด เป็น อโหสิกรรม แค่นี้ก่อน ประเด็นอื่น แป๊ะไว้ก่อน


เราเข้าใจว่า เราได้ให้อภัยเขาแล้ว แต่เวลาเห็นหน้าเขาเรากลับไม่สบายใจ... อันนี้ อาจเป็นเพราะที่เราให้อภัยนั้น เป็นการให้ฝ่ายเดียว หรือเป็นการเข้าใจของเราเองว่าเราให้อภัยเขาแล้ว แต่จริง ๆ แล้ว อาจเป็นการผูกเจ็บหรือย้ำคิด ย้ำทำของเราเอง เรื่องนี้ต้องพิจารณาให้ดี มีปัญหาเรื่องนี้กันมากในสังคมไทยเรา เข้าใจว่าเป็นการให้อภัย แต่จริง ๆ แล้ว อาจจะเเช่งกัน (กรณีกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล ก็ประมาณนี้) การให้อภัยที่ดี ไม่ใช่เรื่องของการย้อนเวลา ย้ำคิด ย้ำทำในเรื่องที่ผ่านมาแล้วและไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้อีก ควรเป็นเรื่องของการก้าวไปข้างหน้า ปล่อยสิ่งนั้นออกไปจากความคิดความจำ ทำสิ่งใหม่ที่ดีกว่า ยังมีหนทางเดินไปข้างหน้าอีกเยอะ มีเรื่องทำอีกมาก ที่ผ่านมาแล้ว ก็ผ่านไป ทำสิ่งที่อยู่ข้างหน้าให้ดีที่สุด


ไม่เข้าใจว่าการกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลกลายเป็นการแช่งไปได้อย่างไร โยมอธิษฐานขออโหสิกรรมและกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรแทบทุกวัน ถ้าทำแล้วรู้สึกโล่งใจสบายใจก็น่าจะเป็นบุญใช่ไหมคะ


คนละกรณีกัน ที่กล่าวข้างต้นหมายถึงกรวดน้ำให้คนที่เราไม่ชอบ แต่เราพยายามให้อภัยเขา เขายังมีชีวิตอยู่ เราอาจย้ำคิดย้ำทำถึงเรื่องที่เขาทำกับเรา ต้องการเน้นคำว่า "อาจ" ในคำตอบนั้น คือต้องดูใจของตนให้ดี แม้การแผ่เมตตาก็ทำนองนี้ ท่านจึงสอนให้แผ่เมตตาแก่บุคคลที่เรารัก เริ่มจากคนที่เรารักที่สุด ก็คือตัวเราเอง ตามด้วยผู้มีพระคุณ บิดา มารดา เป็นต้น ในคัมภีร์ท่านยังบอกว่า แผ่ให้พระพุทธเจ้า พระสงฆ์ยังได้เลย คือ คนที่เรารัก เคารพ ได้หมด (อันนี้ ตรงข้ามกับความเข้าใจของเราหลายท่าน ที่คิดว่า ห้ามแผ่แก่พระพุทธเจ้า เป็นต้น) เมื่อจิตมีกำลังเมตตามากพอ จึงสมควรแผ่แก่คนที่ไม่รัก หรือบุคคลที่เป็นกลาง ๆ ทั้งนี้ ท่านเกรงว่า จิตของคนบางคน "อาจ"หลอกให้เขาคิดว่า เขามีเมตตาต่อศัตรู การรู้สึกโล่งใจ สบายใจ เป็นลักษณะของบุญประการหนึ่ง แต่ยังไม่ทั้งหมด เพราะกิเลสของเราก็ฉลาดที่ทำให้เราสบายใจโล่งใจได้เหมือนกัน ในเมืองไทยของเรา จึงมีบางคนทำบุญ แล้วทำพิธีกรวดน้ำให้ฝ่ายตรงกันข้าม ด้วยความเข้าใจว่า นั่นจะเป็นการให้ฝ่ายตรงข้ามไม่เอาความกับตน กรณีเหลือง-แดง ก็มีพิธีลักษณะนี้หลายครั้ง ไปทำพิธีในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ก็มี (เช่นครั้งหนึ่ง มีพิธีที่วัดพระธาตุดอยตุง) แทนที่จะแสดงการให้อภัยด้วยการขอโทษ ยอมรับผิดของตน หรือยื่นมือตนไปประคับประคองคนที่ทำผิด ให้เห็นความจริงใจของเราว่า "อภัย" + "ทาน" (ตามศัพท์ แปลว่า การให้ความไม่มีภัย ไม่ให้อีกฝ่ายต้องกลัว ไม่ต้องกังวล ) จึงต้องพิจารณาให้ดี ด้วยปัญญา ด้วยความรู้ตัว

ตอบกระทู้