เว็บบอร์ด

พระธรรมราชานุวัตรเจ้าคณะภาค๖บรรยายพิเศษในงานการประชุมสัมมนาพระสังฆาธิการ

เปิดอ่าน 2439 ครั้ง

พระธรรมราชานุวัตรเจ้าคณะภาค๖บรรยายพิเศษในงานการประชุมสัมมนาพระสังฆาธิการ จะเห็นได้ว่าในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงตราพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองสงฆ์ ร.ศ.๑๒๑ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๕เหตุผลสำคัญในการประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะคณะสงฆ์ ก็เพื่อให้พระสงฆ์ในต่างจังหวัดช่วยจัดการศึกษาของชาติตามโครงการปฏิรูปการศึกษาให้ทันสมัย และสอดคล้องกับขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึง ส่งผลต่อสถาบันพระสงฆ์ที่อยู่ตามชุมชนต่างๆ เป็นหล่อหลอมอบรมขัดเกลาพฤติกรรมของประชาชนโดยยึดหลักพื้นฐานทางศาสนา จึงทำให้พระสงฆ์ได้เข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนโดยอาศัย “วัด” เป็นศูนย์ กลางในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่ในอดีตบทบาทพระสงฆ์ในฐานะผู้นำทางศาสนาที่เป็นศูนย์กลางในการหล่อหลอมจิตใจ ความคิดและปัญญารวมทั้งยังมีการนำหลักธรรมคำสอนไปประยุกต์ใช้ในเรื่องการบริหารจัดการ การปกครอง พระสงฆ์จึงเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคมตลอดเวลาในเรื่องการเผยแพร่หลักธรรมคำสอนและการนำหลักธรรมคำสอนไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสังคมและชุมชนในท้องถิ่นตน ในงานประชุมสัมมนาพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาสของคณะสงฆ์จังหวัดเชียงรายพระธรรมราชานุวัตรเจ้าคณะภาค๖จังหวัดเชียงรายได้บรรยายด้วยว่า ด้วยบทบาทภารกิจของวัดและพระสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕o๕ และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่๒)ในการปฏิบัติงานตามตามภารกิจทั้ง ๖ ด้านคือ ด้านการปกครอง ด้านศาสนศึกษา ด้านศึกษาสงเคราะห์ ด้านการเผยแผ่ ด้านสาธารณสงเคราะห์ และด้านสาธารณูปการ ถ้าดูในงานด้านสงฆ์แล้วงานภารกิจเผยแผ่จะอยู่อันดับแรก ต่อมาคือ งานด้านการปกครองแต่ด้วยภารกิจ ๖ ด้านทั้งหมดเป็นงานด้านการปกครองของคณะสงฆ์ทั้งสิ้น ในเรื่องของการปกครองตามแนวคิดของอริสโตเติ้ลการปกครองที่ดีที่สุดคือการไม่มีการปกครอง เหมือนการสร้างอาคารที่ต้องมีการสร้างพื้น ในเรื่องนี้ก็เหมือนการปรับใจให้สะอาดอยู่ในระเบียบวินัยและข้อปฎิบัติที่ต้องอยู่ในกรอบ แต่ต้องอยู่ในกรอบที่ดีงาม เพราะฉะนั้นไม่ว่าพระสงฆ์ในระดับพระสังฆาธิการหรือว่าระดับใดต้องประพฤติปฎิบัติตัวอยู่ในกรอบ ของคุณงามความดี ไม่ใช่ในกรอบที่แขวนคอ แต่ต้องแขวนไว้ที่ใจให้คนทั่วไปเลื่อมใสศรัทธาตามหลักพระพุทธพนจ์ขององค์สมเด็จสัมมาพระพุทธเจ้าว่า ปญฺญวา พุทฺธิสมฺปนฺโน วิธานวิธิโกวิโท กาลญฺญู สมยญฺญู จ ส ราชวสตึ วเสฯ แปลความว่า นักปกครอง ต้องมีปัญญา มีจิตสำนึกสมบูรณ์ ฉลาดในการจัดกร วิธีทำงาน รู้จักกาลเวลา และมัยนิยม ผู้ประพฤติได้เช่นนั้น จึงสมควรอยู่ ในวงราชการ สรุปความว่า นักปกครองที่ดี ต้องมีคุณสมบัติ ๕ ประการ คือ ๑.มีความรู้ มีสติปัญญา ๒.มีหูตากว้างไกล มีมิสัยทัศน์ไม่คับแคบ ๓.มีความคิด มีความไม่ประมาท ๔.มีความรอบคอบ มีความไม่ประมาท ๕.มีความรับผิดชอบ มีความเอาใจใส่ ไม่ดูดาย ไม่ทอดทิ้ง อตฺตานํ นาติวตฺเตยฺย อธมฺมํ น สมาจเร อติตฺเถ นปฺปตาเรยฺย อนตฺเถ น ยุโต สิยาฯ แปลความว่า นักปกครองต้องไม่ลืมตัว อย่ามัวประพฤติไมเป็นธรรม อย่าถลำไปในที่ไม่เป็นท่า อย่าใฝ่หาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ฯ ๒.หลัก ๒.๑หลักสำหับ “ปก” มีพรหมวิหาร คือ ธรรมประจำในของผู้ประเสริฐ คือ ผู้มีจิตใจยิ่งใหญ่ กว้างขวาง ดุจพรหม ๔ ประการ คือ ๑.เมตตา ความรัก คือ ความปรารถนา มีไมตรีจิต ต้องการช่วยเหลือในทุกคน ได้ประโยชน์และความสุข ๒.กรุณา ความสงสาร คือ อยากช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ ใฝ่ใจที่จะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยาก เดือดร้อนของคนและสัตว์ทั้งปวง ๓.มุทิตา เบิกบาน คือ พลอยยินดี เมือเห็นผู้อื่น อยู่ดี มีสุข มีใจแช่มชื่นเบิกบาน เมื่อเห็นเขาทำความดีงาม ประสบความสำเร็จ ก้าวหน้า


๑.พระพุทธพนจ์ ปญฺญวา พุทฺธิสมฺปนฺโน วิธานวิธิโกวิโท กาลญฺญู สมยญฺญู จ ส ราชวสตึ วเสฯ แปลความว่า นักปกครอง ต้องมีปัญญา มีจิตสำนึกสมบูรณ์ ฉลาดในการจัดกร วิธีทำงาน รู้จักกาลเวลา และมัยนิยม ผู้ประพฤติได้เช่นนั้น จึงสมควรอยู่ ในวงราชการ สรุปความว่า นักปกครองที่ดี ต้องมีคุณสมบัติ ๕ ประการ คือ ๑.มีความรู้ มีสติปัญญา ๒.มีหูตากว้างไกล มีมิสัยทัศน์ไม่คับแคบ ๓.มีความคิด มีความไม่ประมาท ๔.มีความรอบคอบ มีความไม่ประมาท ๕.มีความรับผิดชอบ มีความเอาใจใส่ ไม่ดูดาย ไม่ทอดทิ้ง อตฺตานํ นาติวตฺเตยฺย อธมฺมํ น สมาจเร อติตฺเถ นปฺปตาเรยฺย อนตฺเถ น ยุโต สิยาฯ แปลความว่า นักปกครองต้องไม่ลืมตัว อย่ามัวประพฤติไมเป็นธรรม อย่าถลำไปในที่ไม่เป็นท่า อย่าใฝ่หาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ฯ


พระสงฆ์ผู้ร่วมเข้าฟังการบรรยายพิเศษ


คณะสงฆ์ผู้ร่วมเข้าฟังการบรรยายพิเศษ

ตอบกระทู้