เว็บบอร์ด

รูปแบบการเขียนเรียงความแก้กระทู้ธรรม ธรรมศึกษาชั้นโท

เปิดอ่าน 3968 ครั้ง

รูปแบบการเขียนเรียงความแก้กระทู้ธรรม ธ.ศ.โท สุภาษิตตั้ง (เข้ากลางหน้ากระดาษ) คำแปล (เข้ากลางหน้ากระดาษ) บทนำ บัดนี้ จักได้อธิบายขยายความตามพุทธศาสนภาษิตที่ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น พอเป็น แนวทางในการศึกษาและปฏิบัติแก่พุทธศาสนิกชนสืบต่อไป อธิบายสุภาษิตตั้ง .........................................................(๑๐ - ๑๕ บรรทัด )........... ........... สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน...... (ที่มาของศาสนสุภาษิตเชื่อม ) ว่า ( พุทธศาสนสุภาษิตเชื่อม ครั้งที่ ๑ ) คำแปล อธิบายสุภาษิตเชื่อม.....................................................( ๗- ๑๐ บรรทัด)............... ............สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน...... (ที่มาของศาสนสุภาษิตเชื่อม ) ว่า ( พุทธศาสนสุภาษิตเชื่อม ครั้งที่ ๒) คำแปล อธิบายสุภาษิตเชื่อม.....................................................( ๗- ๑๐ บรรทัด)............... ........................................................................................................... สรุป.......( ๕ - ๘ บรรทัด )..................................................................................... ......................................สมดังสุภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้นว่า พุทธศาสนสุภาษิตตั้ง คำแปล ดังได้อธิบายมาด้วยประการ ฉะนี้ ตัวอย่าง เรียงความแก้กระทู้ธรรมชั้นโท โย จ วสฺสสตํ ชีเว ทุปฺปญฺโญ อสมาหิโต เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ปญฺญวนฺตสฺส ฌายิโน ผู้ใดมีปัญญาทราม มีใจไม่มั่นคง พึงเป็นอยู่ตั้งร้อยปี ส่วนผู้มีปัญญาเพ่งพินิจ มีชีวิตอยู่สิ้นวันเดียว ประเสริฐกว่า. ณ บัดนี้จักได้บรรยายขยายความกระทู้ธรรมสุภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและนำไปปฏิบัติสืบต่อไป คำว่า “ ผู้มีปัญญาทราม ” คือ ผู้โง่เขลา มีใจประกอบด้วยอวิชชา ไม่รู้แจ้งเห็นจริงตามสภาวะความ เป็นจริงที่เกิดขึ้น ไม่รู้ในหลักของชีวิตว่าเป็นตามหลักของไตรลักษณ์ คือ หลงเข้าใจว่า ชีวิต และสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นของเที่ยง มีความเป็นอยู่อย่างจีรังยั่งยืน ทำให้ไม่สามารถเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทำให้มีความยึดถือในเรื่องของตัวตน หลงยึดมั่นในชีวิตและสิ่งทั้งปวงว่าเป็นของเรา เมื่อสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพไปไม่เป็นไปตามที่ตนเองต้องการ จึงทำให้เกิดความเศร้าโศกเสียใจ ไม่สามารถยอมรับถึงสิ่งที่เกิดขึ้นได้อีกประการหนึ่ง คนโง่เขลานั้น มีลักษณะประมาทในการทำดี มีแต่ประกอบกรรมที่ยังตนและคนอื่นให้เดือดร้อนต่างจากคนที่มีปัญญา ซึ่งเป็นผู้ไม่ประมาทในชีวิต มองเห็นการทำความดี มีผลเป็นความสุข หลีกเลี่ยงการทำชั่วปวง ดังนั้นบัณฑิตจึงใช้ชีวิตต่างจากคนที่ไม่มีปัญญาเพราะเล็งเห็นผลที่เกิดขึ้น สมดังพุทธภาษิตที่มาใน สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ว่า ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ลภเต ผลํ กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว. คำว่า " ผล " ในที่นี้คือ สิ่งที่เกิดขึ้นจากการกระทำหรืออะไรก็ตามที่ต่อเนื่องมาจากเหตุ ท่านเปรียบเสมือนกับชาวนา เมื่อหว่านข้าวลงในนา ย่อมได้รับผลคือ ข้าวนั่นเอง หรือชาวสวนที่ปลูกผลไม้ไม่ว่าจะเป็นมะม่วง ลำใยทุเรียน กล้วย ผลที่ได้ก็จะเป็นมะม่วง ลำใย ทุเรียน กล้วย ตามต้นที่ปลูก อุปมานี้ฉันใด การทำกรรมก็ฉันนั้นเหมือนกัน ใครทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี ใครทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว ผลของการกระทำที่เกิดขึ้นนั้นก็มาจากเหตุแห่งการกระทำที่ตนได้ทำแล้วนั่นเอง ดังนั้นบุคคลผู้รู้ทั้งหลายจึงยินดีในการบำเพ็ญความดี ยินดีที่จะฝึกตนอย่างคนไม่ประมาท คอยประคับประคองจิตของตนไม่ให้ตกไปในอำนาจของบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย สมดังพุทธ ภาษิตที่มาในขุททกนิกาย ธรรมบทว่า อปฺปมาทรตา โหถ สจิตฺตมนุรกฺขถ ทุคฺคา อุทฺธรถตฺตานํ ปงฺเก สนฺโนว กุญฺชโร ท่านทั้งหลาย จงยินดีในความไม่ประมาท คอยรักษาจิตของตน จงถอนตนจากหล่ม เหมือนช้างที่ตกหล่มถอนตนขึ้น ฉะนั้น. ความว่า ท่านทั้งหลาย จงยินดีในความไม่ประมาท ในที่นี้ท่านหมายถึง การดำรงชีวิตอยู่อย่างรอบคอบมีสติคอยระวังไม่ให้จิตอยู่อย่างปราศจากสติ ไม่ประมาทในการละกายทุจริต ประพฤติกายสุจริต เป็นต้น นอกจากนี้พระพุทธองค์ทรงสอนไม่ให้ประกอบความประมาท คือไม่ให้หลงไปในหลุมพรางของอำนาจความยินดีในกาม คือไม่ให้ปล่อยใจไปตามอารมณ์ที่ปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพราะถ้าไม่สามารถควบคุมความต้องการทางอารมณ์ ได้ย่อมก่อให้เกิดพฤติกรรมที่เป็นปัญหา อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ดังนั้นผู้มีปัญญาทั้งหลายจึงรู้จักเพ่งพินิจเห็นโทษของกามคุณ สิ่งยั่วยุทั้งหลาย ว่าเป็นสาเหตุให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นต้น ตั้งจิตอยู่ในกุศลธรรม ย่อมได้รับความสุขตามที่ตนเองปรารถนา สรุปความว่า คนไม่มีปัญญา ย่อมมีชีวิตอยู่อย่างผู้ประมาท มีชีวิตอยู่เพื่อทำความเดือดร้อนฝ่ายเดียว ยิ่งมีชีวิตอยู่นาน ยิ่งสร้างบาปอกุศลกรรมไว้มาก ซึ่งต่างจากผู้มีปัญญา แม้อยู่เพียงวันเดียว ก็ประเสริฐกว่าคนไม่มีปัญญา เพราะคนมีปัญญา มีชีวิตอยู่อย่างผู้ไม่ประมาท รู้สิ่งที่ควรหรือไม่ควร ประพฤติสิ่งที่ควรประพฤติ เว้นสิ่งที่ควรเว้น เป็นผู้เพ่งพินิจ พิจารณาเห็นทุกสิ่งตามความเป็นจริง บำเพ็ญคุณงามความดี ย่อมมีชีวิตอยู่เพื่อประโยชน์สุขตนและคนอื่น สมดังสุภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้นว่า โย จ วสฺสสตํ ชีเว ทุปฺปญฺโญ อสมาหิโต เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ปญฺญวนฺตสฺส ฌายิโน. ผู้ใดมีปัญญาทราม มีใจไม่มั่นคง พึงเป็นอยู่ตั้งร้อยปี ส่วนผู้มีปัญญาเพ่งพินิจ มีชีวิตอยู่วันเดียว ประเสริฐกว่า. ดังพรรณนามาฉะนี้แล ฯ

ตอบกระทู้