เว็บบอร์ด

ข่าวเรื่องพระธาตุหลวงตา

เปิดอ่าน 1215 ครั้ง

มีข่าวเกศาของหลวงตามหาบัวกลายเป็นพระธาตุ....? มีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง ไม่ได้ลบหลู่แต่อย่างใด....? วิธีวิเคราะห์แบบเชิงพุทธ.....?


ฟังหูไว้หู พระบรมสารีริกธาตุที่ขุดได้ตามโบราณสถานในอินเดีย เนปาล ปากีสถาน เป็นกระดูกนี่เเหละ หลักฐานทางโบราณคดีกับความเชื่อ และหลักฐานทางตำรา อาจไม่ไปด้วยกัน


ผมรู้ก่อนๆมาว่าลูกศิษย์บางคนอยากให้อาจารย์ดัง เอาเม็ดทรายแก้ว หรือผงกวาดที่ใสๆใกล้เคียงพระธาตุไปใส่หลังจากมีการเผาศพเสร็จแล้ว แล้วก็มาโฆษณาว่าหลวงพ่อ หลวงปู่มีพระธาตุ ได้ยินอดีตลูกศิษย์ของพระเกจิเล่ามาอย่างงั้นนะครับ แต่ก็ไม่ลบหลู่ บางทีเกจิอาจารย์บางรูปอาจจะสำเร็จ..... ก็ได้นะครับ อาจมีพระธาตุจริงๆอย่างที่เขาเล่าลือกัน แต่เราชาวพุทธ ควรฟังหูไว้หูดีกว่า สมัยนี้มิจฉาชีพเยอะ ระวังเจอพระธาตุปลอม มีเยอะแยะถมไป


อยากทราบว่าปัจจุบันยังมีพระอรหันต์อยู่หรือปล่าวเจ้าคะ หลวงพ่อ????


มีแน่นอน ตราบใดที่ยังมีคนปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 ต้องทำความเข้าใจให้ชัดว่า ความเป็นพระอริยบุคคล มีเฉพาะพระอริยบุคคลด้วยกันเท่านั้นที่จะรู้ได้ว่า ใครเป็น หรือไม่เป็น พระอริยบุคคลต่ำกว่า ก็ไม่สามารถรู้ท่านที่เป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงกว่า เช่น พระโสดาบัน จะรู้ว่า ใครเป็นพระอรหันต์ ไม่ได้ เราอาจคาดคะเนความเป็นพระอริยบุคคล จากกิเลสที่ลดได้เป็นระดับ ๆ ไป ถ้าไม่มีกิเลสประเภทนั้น ๆ แสดงออก ก็พอเดาระดับได้ เช่น พระโสดาบัน จะไม่มีความสงสัยในพระรัตนตรัย ศรัทธามั่นคง แม้ตายก็ไม่ตำหนิติเตียนพระรัตนตรัย อีกเรื่องที่ควรทำความเข้าใจ คือ ความเป็นพระอริยบุคคล ไม่ได้ดูที่ว่า กระดูกเป็นพระธาตุหรือไม่ ดูภาพพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดได้ในอินเดีย ปากีสถาน ได้ที่ http://www.watphrakaew-chiangrai.com/gallery_img.php?id=50&name=พระบรมสารีริกธาตุในพุทธภูมิ


หลวงพี่เจ้าขา ถ้าปัจจุบันยังมีพระอริยบุคคลอย่างที่หลวงพ่อบอก แต่ทำไมประเทศที่นับถือศาสนาพุทธยังมีความเดือดร้อนในเรื่องต่างๆ มีความขัดแย้ง แกว่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น แม้แต่ประเทศไทยเอง ทำไมพระอริยบุคคลเหล่านั้น ท่านไม่มาช่วยแก้ไขวิกฤตต่างๆของประเทศ โดยใช้อิทธิฤทธิ์ของท่าน หรือเป่ามนต์ที่ท่านสำเร็จเป็นอริยบุคคล ให้ประเทศเกิดความสันติสุข ความสงบร่มเย็น ให้พ้นภัยพิบัติต่างๆในภาวะวิกฤตที่เลวร้าย ทางด้านสงคราม ด้านเศรษฐกิจ พุทธศาสนิกชนอยู่ดีกินดี ถามแบบคนเขลานะคะ


ถ้ามันง่ายขนาดนั้น ก็เสกให้ทุกคนเข้านิพพานหมดทุกข์ ให้หมดภายในพริบตา ไม่มียุคใดสมัยใด ที่โลกจะไม่มีความทุกข์ ตราบใดยังมีโลก ทุกข์ยังมีตราบนั้น โลกมี ก็เพราะเรามี ถ้าเราไม่มี โลกก็ไม่มี ความทุกข์ก็เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง วันหนึ่งทุกข์ วันหนึ่งสุข ขณะหนึ่งสุข อีกขณะทุกข์ ตามเหตุตามปัจจัย การดับทุกข์เป็นหน้าที่ของแต่ละบุคคล ไม่มีใครมาดับทุกข์ให้เราได้ ท่านเป็นได้แค่บอกทางแก่เรา กินแทนกันไม่ได้ หิวก็กินเอง


เอาอีกแล้ว ข่าวน้ำเหลืองของหลวงตากลายเป็นพระธาตุ แม้แต่คุณหมอยังไม่กล้าพิสูจน์ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะคะ


ขอยกข้อความบางตอนของมหาปรินิพพานสูตร มาแสดงในที่นี้ ผู้มีปัญญาพึงวิเคราะห์คำทีใช้ ......... [๑๕๖] สมัยนั้น มัลลปาโมกข์ ๔ องค์ สระสรงเกล้าแล้วทรงนุ่งผ้าใหม่ ด้วยตั้งใจว่า เราจักยังไฟให้ติดจิตกาธารของพระผู้มีพระภาค ก็มิอาจให้ติดได้ ลำดับนั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราได้ถามท่านพระอนุรุทธะว่า ข้าแต่ท่าน อนุรุทธะ อะไรหนอเป็นเหตุ อะไรหนอเป็นปัจจัย ที่ให้มัลลปาโมกข์ทั้ง ๔ องค์นี้ ผู้สระสรงเกล้าแล้ว ทรงนุ่งผ้าใหม่ ด้วยตั้งใจว่า เราจักยังไฟให้ติดจิตกาธาร ก็มิอาจให้ติดได้ ฯ อ. ดูกรวาสิฏฐะทั้งหลาย ความประสงค์ของพวกท่านอย่างหนึ่ง ของพวกเทวดาอย่างหนึ่ง ฯ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ความประสงค์ของพวกเทวดาเป็นอย่างไร ฯ ดูกรวาสิฏฐะทั้งหลาย ความประสงค์ของพวกเทวดาว่า ท่านพระมหากัสสปนี้ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป เดินทางไกลจากเมืองปาวามาสู่เมืองกุสินารา จิตกาธารของพระผู้มีพระภาคจักยังไม่ลุกโพลงขึ้นจนกว่า ท่านพระมหากัสสปจะถวายบังคมพระบาททั้งสองของ พระผู้มีพระภาคด้วยมือของตน ฯ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอให้เป็นไปตามความประสงค์ของพวกเทวดาเถิดฯ ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปเข้าไปถึงมกุฏพันธนเจดีย์ของพวกเจ้ามัลละ ในเมืองกุสินารา และถึงจิตกาธารของพระผู้มีพระภาค ครั้นแล้วกระทำจีวรเฉวียงบ่า ข้างหนึ่ง ประนมอัญชลี กระทำประทักษิณจิตกาธาร ๓ รอบ แล้วเปิดทางพระบาท ถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า แม้ภิกษุ ๕๐๐ รูป เหล่านั้น ก็กระทำจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมอัญชลี กระทำประทักษิณ ๓ รอบ แล้วถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า เมื่อท่านพระมหากัสสปและภิกษุ ๕๐๐ รูปนั้นถวายบังคมแล้ว จิตกาธารของพระผู้มีพระภาคก็โพลงขึ้นเอง เมื่อพระสรีระของพระผู้มีพระภาคถูกเพลิงไหม้อยู่ พระอวัยวะส่วนใด คือ พระฉวี พระจัมมะ พระมังสะ พระนหารู หรือพระลสิกา เถ้า เขม่า แห่งพระอวัยวะส่วนนั้น มิได้ปรากฏเลย เหลืออยู่แต่พระสรีระอย่างเดียว เมื่อเนยใสและน้ำมันถูกไฟไหม้อยู่ เถ้า เขม่า มิได้ปรากฏ ฉันใด เมื่อพระสรีระของพระผู้มีพระภาคถูกเพลิงไหม้อยู่ พระอวัยวะส่วนใด คือ พระฉวี พระจัมมะ พระมังสะ พระนหารู หรือพระลสิกา เถ้า เขม่าแห่งพระอวัยวะส่วนนั้น มิได้ปรากฏเลย เหลืออยู่แต่พระสรีระอย่างเดียวฉันนั้นเหมือนกัน และบรรดาผ้า ๕๐๐ คู่ เหล่านั้น ไฟไหม้เพียง ๒ ผืนเท่านั้น คือ ผืนในที่สุด กับผืนนอก เมื่อพระสรีระพระผู้มีพระภาคถูกไฟไหม้แล้ว ท่อน้ำก็ไหลหลั่งมาจากอากาศดับจิตกาธารของพระผู้มีพระภาค น้ำพุ่งขึ้นแม้จากไม้สาละ ดับจิตกาธารของพระผู้มีพระภาค พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราดับจิตกาธารของพระผู้มีพระภาค ด้วยน้ำหอมล้วนๆ ลำดับนั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารากระทำสัตติบัญชรในสัณฐาคาร แวดล้อมด้วย ธนูปราการ สักการะ เคารพ นับถือ บูชาพระสรีระพระผู้มีพระภาคตลอดเจ็ดวัน ด้วยการฟ้อนรำ ด้วยการขับ ด้วยการประโคม ด้วยพวงมาลัย ฯ การแบ่งพระสรีระ [๑๕๗] พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตศัตรูเวเทหีบุตร ได้ทรงสดับข่าวว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานในเมืองกุสินารา จึงทรงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า พระผู้มีพระภาคเป็นกษัตริย์ แม้เราก็เป็นกษัตริย์ เราควรจะได้ส่วนพระสรีระพระผู้มีพระภาคบ้าง จักได้กระทำพระสถูปและการฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาค พวกกษัตริย์ลิจฉวีเมืองเวสาลีทราบข่าวว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานในเมืองกุสินารา จึงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า พระผู้มีพระภาคเป็นกษัตริย์ แม้เราก็เป็นกษัตริย์ เราควรได้ส่วนพระสรีระพระผู้มีพระภาคบ้าง แม้พวกเราก็จักได้ทำพระสถูปและการฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาค พวกกษัตริย์ศากยะเมืองกบิลพัสดุ์ ... พระผู้มีพระภาคเป็นพระญาติอันประเสริฐของพวกเรา ... พวกกษัตริย์ถูลีเมืองอัลกัปปะ ... พระผู้มีพระภาคเป็นกษัตริย์ แม้เราก็เป็นกษัตริย์ ... พวกกษัตริย์โกลิยะเมืองรามคาม ... พระผู้มีพระภาคเป็น กษัตริย์ แม้เราก็เป็นกษัตริย์ ... พราหมณ์ผู้ครองเมืองเวฏฐทีปกะ ... พระผู้มีพระภาคเป็นกษัตริย์ แม้เราก็เป็นพราหมณ์ ... พวกกษัตริย์มัลละเมืองปาวา ได้ทรงสดับข่าวว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานในเมืองกุสินารา จึงทรงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า พระผู้มีพระภาคเป็นกษัตริย์ แม้เราก็เป็นกษัตริย์ เราควรจะได้ส่วนพระสรีระพระผู้มีพระภาคบ้าง จักได้กระทำพระสถูปและการฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาค เมื่อกษัตริย์และพราหมณ์ว่ามาดังนี้แล้ว พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราได้ตรัสตอบหมู่คณะเหล่านั้นว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานในคามเขตของพวกเรา พวกเราจักไม่ให้ส่วนพระสรีระพระผู้มีพระภาค ฯ [๑๕๘] เมื่อพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราตรัสอย่างนี้แล้ว โทณพราหมณ์ได้พูดกะหมู่คณะเหล่านั้นว่า ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอพวกท่านจงฟังคำอันเอกของข้าพเจ้า พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย เป็นผู้กล่าวสรรเสริญขันติ การจะสัมประหารกันเพราะส่วนพระสรีระของพระพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุคคลเช่นนี้ ไม่ดีเลย ขอเราทั้งหลายทั้งปวง จงยินยอมพร้อมใจ ยินดีแบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วนเถิด ขอพระสถูป จงแพร่หลายไปในทิศทั้งหลาย ชนผู้เลื่อมใสต่อพระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุมีอยู่มาก ฯ [๑๕๙] หมู่คณะเหล่านั้นตอบว่า ข้าแต่พราหมณ์ ถ้าเช่นนั้นขอท่าน นั่นแหละจงแบ่งพระสรีระพระผู้มีพระภาคออกเป็น ๘ ส่วนเท่าๆ กัน ให้เรียบร้อยเถิด โทณพราหมณ์รับคำของหมู่คณะเหล่านั้นแล้ว แบ่งพระสรีระพระผู้มีพระภาคออกเป็น ๘ ส่วนเท่ากันเรียบร้อย จึงกล่าวกะหมู่คณะเหล่านั้นว่า ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอพวกท่านจงให้ตุมพะนี้แก่ข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจักกระทำพระสถูป และกระทำการฉลองตุมพะบ้าง ทูตเหล่านั้นได้ให้ตุมพะแก่โทณพราหมณ์ฯ [๑๖๐] พวกเจ้าโมริยะเมืองปิปผลิวัน ได้สดับข่าวว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานในเมืองกุสินารา จึงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า พระผู้มีพระภาคเป็นกษัตริย์ แม้เราก็เป็นกษัตริย์ เราควรจะได้ส่วนพระสรีระพระผู้มีพระภาคบ้าง จักได้กระทำพระสถูปและการฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาค พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราตอบว่า ส่วนพระสรีระพระผู้มีพระภาคไม่มี เราได้แบ่งกันเสียแล้ว พวกท่านจงนำพระอังคารไปแต่ที่นี่เถิด พวกทูตนั้นนำพระอังคารไปจากที่นั้นแล้ว ฯ [๑๖๑] ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่า อชาตศัตรูเวเทหีบุตร ได้กระทำพระสถูปและการฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาค ในพระนครราชคฤห์ พวกกษัตริย์ลิจฉวีเมืองเวสาลี ก็ได้กระทำพระสถูปและ การฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาคในเมืองเวสาลี พวกกษัตริย์ศากยะเมืองกบิลพัสดุ์ ก็ได้กระทำพระสถูปและ การฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาคในเมืองกบิลพัสดุ์ พวกกษัตริย์ถูลีเมืองอัลกัปปะ ก็ได้กระทำพระสถูปและ การฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาคในเมืองอัลกัปปะ พวกกษัตริย์โกลิยะเมืองรามคาม ก็ได้กระทำพระสถูปและ การฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาคในเมืองรามคาม พราหมณ์ผู้ครองเมืองเวฏฐทีปกะ ก็ได้กระทำพระสถูปและ การฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาคในเมืองเวฏฐทีปกะ พวกเจ้ามัลละเมืองปาวา ก็ได้กระทำพระสถูปและ การฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาคในเมืองปาวา พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ก็ได้กระทำพระสถูปและ การฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาคในเมืองกุสินารา โทณพราหมณ์ ก็ได้กระทำสถูปและการฉลองตุมพะ พวกกษัตริย์โมริยะเมืองปิปผลิวัน ก็ได้กระทำพระสถูปและ การฉลองพระอังคารในเมืองปิปผลิวัน ฯ พระสถูปบรรจุพระสรีระมีแปดแห่ง เป็นเก้าแห่งทั้งสถูปบรรจุตุมพะ เป็นสิบแห่งทั้งพระสถูปบรรจุพระอังคาร ด้วยประการฉะนี้ การแจกพระธาตุและ การก่อพระสถูปเช่นนี้ เป็นแบบอย่างมาแล้ว ฯ [๑๖๒] พระสรีระของพระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ แปดทะนาน เจ็ดทะนาน บูชากันอยู่ในชมพูทวีป ส่วนพระสรีระอีกทะนานหนึ่งของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นบุรุษที่ประเสริฐอันสูงสุด พวกนาคราชบูชากันอยู่ในรามคาม พระเขี้ยวองค์หนึ่งเทวดาชาวไตรทิพย์บูชาแล้ว ส่วนอีกองค์หนึ่ง บูชากันอยู่ในคันธารบุรี อีกองค์หนึ่งบูชากันอยู่ในแคว้นของพระเจ้ากาลิงคะ อีกองค์หนึ่ง พระยานาคบูชากันอยู่ ฯ ด้วยพระเดชแห่งพระสรีระพระพุทธเจ้านั้นแหละ แผ่นดินนี้ชื่อว่า ทรงไว้ซึ่งแก้วประดับแล้วด้วยนักพรตผู้ประเสริฐที่สุด พระสรีระของพระพุทธเจ้าผู้มีจักษุนี้ ชื่อว่า อันเขาผู้สักการะๆ สักการะดีแล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์ใด อันจอมเทพจอมนาคและจอมนระบูชาแล้ว อันจอมมนุษย์ผู้ประเสริฐสุดบูชาแล้วเหมือนกัน ขอท่านทั้งหลายจงประนมมือถวายบังคมพระสรีระนั้นๆ ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายหาได้ยากโดยร้อยแห่งกัป ฯ พระทนต์ ๔๐ องค์ บริบูรณ์ พระเกศา และพระโลมาทั้งหมด พวกเทวดานำไปองค์ละองค์ๆ โดยนำต่อๆ กันไปในจักรวาล ดังนี้แลฯ


ยิ่งอ่านยิ่ง งง? เจ้าคะพระอาจารย์ สงสัยหนูไม่เป็นพระก้อเลยมะรู้เรื่อง เฮ เฮ


สาธุ สาธุ สาธุ


เรื่องพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุทั้งหลายนั้น มีข้อถก(เถียง) กันมากในหมู่ผู้ศึกษา มีสองกลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มที่เชื่อตามแนววิทยาศาสตร์ กับกลุ่มที่เชื่อตามตำราและศรัทธาที่สืบต่อ ๆ กันมา กลุ่มแรกเชื่อว่า พระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ร้อยเปอร์เซ้นต์ ไม่เอาอภินิหารใด ๆ มาเกี่ยวข้อง อัฐิของพระองค์จึงเป็นอัฐิของมนุษย์ กลุ่มนี้ถือเอาหลักฐานที่ขุดได้ตามเจดีย์ สถูปต่าง ๆ ทั้งในอินเดีย ปากีสถาน เป็นหลักฐานสำคัญ ถือเป็นหลักฐานขั้นปฐมภูมิทีเดียว กลุ่มนี้เชื่อว่า ข้อความในมหาปรินิพพานสูตร ไม่ใช่ถ้อยคำของพระอานนท์ทั้งหมด คงมีการเติมแต่งกันในศรีลังกา โดยเฉพาะการอธิบายเหตุการณ์หลังพุทธปรินิพพาน คิดว่าเป็นภาษาที่เติมกันมาในภายหลัง กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มที่เชื่อตามตำรา มีศรัทธาเป็นที่ตั้ง เชื่อว่าพระพุทธเจ้าเป็นบุคคลพิเศษสุด เอกบุรุษ พระองค์อธิษฐานให้พระอัฐิของพระองค์เป็นพระธาตุชนิดต่าง ๆ สีผิวต่าง ๆ (อย่างที่หลายท่านในเมืองไทยเชื่อกัน ...มีหนังสือแนวนี้หลายเล่ม ไปหาอ่านได้) ศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อ เราไม่สามารถตัดความเชื่อออกจากศาสนาได้ เหมือนคนเชื่อว่า พระเจ้าสร้างโลกและจักรวาล แม้สมัยใหม่จะมีเหตุผลประการใด ความเชื่อนี้ก็พัฒนากันได้ ปรับตัวกันได้ (สมัยก่อนเชื่อว่า พระเจ้าสร้างโลกให้โลกเป็นศูนย์กลาง ดวงดาวทั้งหลายเป็นบริวารของโลก โลกที่สร้างมานั้นสร้างก่อนพระเยซูเกิดไม่กี่พันปี โลกนี้แบน ฯลฯ ใครเชื่อต่างจากนี้ เป็นพวกซาตาน นอกศาสนา ต้องถูกไต่สวนลงโทษในศาลศาสนา (Inquisition) )


หนูเข้าใจแล้วคะพระอาจารย์ ขอบพระคุณมากคะที่อธิบายชัดแจน

ตอบกระทู้