เว็บบอร์ด

อยากรู้ประวัติวันเป็งปุ๊ด

เปิดอ่าน 4535 ครั้ง

เมื่อคืนวันพุธ ผมได้ไปใส่บาตรวันเป็งปุ๊ดเพื่อนชวนไป เป็นครั้งแรก ผมอยากทราบความหมายและประวัติ ความเป็นมาของเป็งปุ๊ดว่ามีความเป็นมาอย่างไร


เรื่องยาว คงต้องไปดูตามเนต มีปรากฏหลายแห่ง


พระอุปคุต เป็นตำนานปรัมปราที่เล่าขานกันมาของพุทธศาสนามหายาน (พม่า) ว่า ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นในโลกนี้ ได้มีลัทธิศาสนาต่าง ๆ มากมายที่ผู้คนนับถือยู่ แต่ต่อมาเอมเจ้าชายสิทธัตถะราชกุมารได้เสด็จออกผนวช และได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์จนเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปแล้วหันมาเคารพนับถือ ศรัทธาในพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น ทำให้ลัทธิอื่น ๆ เสื่อมถอยจากลาภสักการะที่เขาเคยได้ ดังนั้นบรรดาเจ้าลัทธิทั้งหลายจึงได้ออกอุบายเพื่อทำลายพระพุทธเจ้า ด้วยการส้ายป้ายสีต่าง ๆ นานา เพื่อให้คนหันกลับมาเคารพนับถือกวดตนเช่นเดิม มีการกล่าวหาที่ร้ายแรงคือ กล่าวหาว่าพระพุทธสมณโคดม เป็น “กะเทย” หาน้ำอสุจิไม่มี หาความสุขกับมเหสีไม่ได้ จึงได้หนีออกบวช เพื่อปิดบังความจริงของตนเอง พระอานนท์ ผู้เป็นพุทธอุปฐากจึงได้กราบทูลให้พระองค์ได้ทรงทราบ และทรงอ้อนวอนของให้พระองค์ทรงอธิษฐานจิตให้น้ำอสุจิออกมา เพื่อพิสูจน์ความจริง พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าพระอานนท์ซึ่งยังไม่บรรลุอรหันต์ยอมทีอารมณ์หวั่นไหว อย่ากระนั้นเลยควรทำให้พระอานนท์ได้สบายใจ ดังนั้นพระองค์จึงได้อธิษฐานจิตตามที่พระอานนท์ทรงอ้อนวอน เมื่อพระอานนท์เห็นดังนั้นแล้วจึงเกิดปีติว่าพระองค์ไม่ได้เป็นดังที่เขากล่าวหา จึงได้นำน้ำอสุจินั้นไปลอยในแม่น้ำ ในขณะนั้นนางสุวรรณมัจฉา ได้แหวกว้ายน้ำมาโฉบกินน้ำอสุจินั้นเข้าไปในท้องของตนเอง เป็นเหตุให้นางตั้งครรภ์ เมื่อครั้นตั้งครรภ์ครบ ๑๐ เดือน นางจึงได้เกิดลุกออกเป็นปลาตัวผู้ ในใต้บาดาล ในครั้งนั้น บรรดาสัตว์เดรัจฉานที่ต้องการพ้นจากความเป็นสัตว์ จะต้องประพฤติปฏิบัติธรรมบำเพ็ญปารมี หากสัตว์ตัวใดปฏิบัติธรรมได้สูง คุณธรรมนั้นก็จะทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ตามลำดับ นางสุวรรณมัจฉากับลูกก็ปฏิบัติธรรมเพื่อจะเปลี่ยนแปลงชีวิตตนเองได้ตามปรารถนา จนสามารถปฏิบัติธรรมได้ในระดับชั้นสูงยิ่งขึ้น จนสามารถแปลงร่างเป็นมนุษย์ได้ในที่สุด อยู่มาวันหนึ่ง ที่ใต้บาดาล นางสุวรรณมัจฉาบอกกับลูกว่าพ่อของเจ้านั้นเป็นมนุษย์เชื้อสายศากยะราช เป็นพระราชามหากษัตริย์ ถ้าเจ้าอยากได้ทรัพย์สมบัติจากพ่อของเจ้า ก็จงไปทวงถามที่เมืองมนุษย์โน้นเถิด อยู่ต่อมาวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ตรงกับวันพุธ ปลาตัวผู้ที่เป็นลูกก็แปลงร่างกลายเพศเป็นคนขึ้นมาสู่เมืองมนุษย์ เพื่อติดตามหาพ่อตามที่แม่สุวรรณมัจฉาบอกไว้ เมื่อรู้ว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่ใด ก็มุ่งหน้าไปที่นั้น ซึ่งขณะนั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่เหล่าพุทธบริษัทอยู่ ก็นั่ง ณ ที่สมควรแก่ตน จนการแสดงพระธรรมเทศนาจบลง ผู้คนเดินทางกลับ แต่มีมาณพหนุ่มยังอยู่ พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยวิถีญาณแล้วว่ามาณพน้อยนี้มีประสงค์ใด พระองค์จึงตรัสถาม มาณพน้อยจึงเล่าเรื่องที่แม่สุวรรณมัจฉาบอกไว้ทุกประการ และบอกว่าอยากได้ทรัพย์สมบัติ พระพุทธองค์จึงตรัสถามว่าอยากได้ทรัพย์ภายในหรือทรัพย์ภายนอก แต่มาณพหนุ่มน้อยกราบทูลว่า ทรัพย์ภายใน ทรัพย์ภายนอกคืออะไร พระพุทธองค์จึงทรงแสดงธรรมให้ฟัง (แต่ไม่ปรากฏว่าเป็นพระธรรมเทศนาอะไร) จนในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนา มาณพหนุ่มน้อยก็ได้ดวงตาเห็นธรรม และรู้ว่าทรัพย์ภายในสำคัญกว่าทรัพย์ภายนอก จึงทูลขอบวชในพระพุทธศาสนา พระองค์ก็ทรงอนุญาตโดยให้ชื่อว่า “อุปคุต” แปลว่า ผู้ที่เข้าไปคุ้มครองให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข หรือไปอยู่ที่ไหน ๆ ก็จะทำให้ผู้คนที่นั้น ๆ มีความสุขร่มเย็น ไม่มีความเดือดร้อน เภทภัยทั้งปวงจะหนีหาย เพราะพระอุปคุตมีบุญญาบารมีอิทธิฤทธิมาก เมื่อบวชแล้วให้ไปปฏิบัติธรรมที่ใต้บาดาล จนได้บรรลุพระอรหันต์ ฉะนั้น ชาวล้านนา ไทลื้อ ไทใหญ่ มอญ เมื่อมีการจัดงานวัดจึงนิยมไปนิมนต์พระอุปคุตไปรักษางานเสมอ ๆ เพื่อให้งานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่เหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้น โดยไปที่แม่ใหญ่แล้วสมมติก้อนหินที่มีลักษณะที่สวยงาม พอดี ๆ ขึ้นเป็นพระอุปคุตแล้วกล่าวคำอาราธนาพระอุปคุตตามตำนานโบราณที่กล่าวไว้ ซึ่งจะประกอบพิธีก่อนงานอย่างน้อย ๑ วันเสมอ และตามตำนานกล่าวว่า เดือนใดถ้าวันขึ้น ๑๕ ค่ำตรงกับวันพุธ พระอุปคุตจะออกจากใต้บาดาลไปบิณฑบาตในเมืองมนุษย์ เนื่องจากการแปลงร่างของท่านจะทำได้ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ที่ตรงกับวันพุธเท่านั้น และในวันนั้นพวกยักษ์ พราย อสูร มารทั้งหลายจะหลบหนีหายเพราะเกรงอิทธิฤทธิ์ของพระอุปคุต ท่านเดินบิณฑบาตไปทางไหน พวกมารภัยจะแคล้วคลาดหลบหนีไป ในการบิณฑบาตของพระอุปคุตท่านจะบิณฑบาตในเวลาเที่ยงคืนเป็นต้นไปจนถึงเวลาตีสี่เท่านั้น เพราะว่าร่างกายของพระอุปคุตถ้าถูกแสงอาทิตย์เมื่อใดก็จะกลายเป็นปลาทันที ฉะนั้นท่านจะบิณฑบาตเสร็จเวลาตีสี่ แล้วจะกลับไปบำเพ็ญภาวนาที่ถ้ำใต้บาดาล โดยท่านได้อธิษฐานจิตขอให้มีอายุ ๕,๐๐๐ ปี เพื่อรักษาพระพุทธศาสนาของพระสมณโคดมให้ถึงพระพุทธเจ้าพระศรีอริยเมตไตรย์ ปัจจุบัน จึงเกิดประเพณีตักบาตรเป็งปุ๊ด (เดือนเพ็ญ ตรงกับวันพุธ) แต่มิใช่ตักบาตรเวลาเที่ยงคืน เพียง ๓-๔ ทุ่มก็เริ่มใส่บาตรตักบาตรกันแล้ว ซึ่งเป็นที่สังเกตว่า คนให้ความนิยมใส่บาตรเป็งปุ๊ด เป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้คำนึงถึงการปฏิบัติในโบราณกาลที่ผ่านมา อีกทั้งพระสงฆ์สามเณรที่ออกับบิณฑบาตก็ออกก่อนเวลาเที่ยงคืน จึงตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ให้ช่วยกันพิจารณา....


พิพิธภัณฑ์โฮงหลวงแสงแก้ว ได้เรียบเรียงจากสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ ซึ่งจะได้รับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูได้ในเว็บไซด์ของวัดพระแก้ว ในหัวข้อ บทความ-สาระน่ารู้ เข้าไปดูได้ครับ

ตอบกระทู้