เว็บบอร์ด

สงสัยเรื่องนิพพาน

เปิดอ่าน 1134 ครั้ง

พระคุณเจ้า ช่วยอธิบายเรื่องนิพพาน เป็น "อัตตา" หรือ "อนัตตา" กันแน่ อ่านหนังสือตำราบางสำนักความหมายของนิพพานไม่เหมือนกัน จะเชือสำนักไหนดี (ไม่ขอบอกชื่อสำนัก) ขอให้พระคุณเจ้าผู้รู้ช่วยอธิบายให้หน่อย เพราะว่าเราชาวพุทธมีความสับสนกับเรื่องนี้


มัวแต่สงสัย ก็จะไม่ได้ไปนิพพานนะครับ


"จะเชื่อสำนักไหนดี"? เรื่องนี้ควรมีหลัก หากขาดหลักจะยุ่งเหยิง ไม่รู้จบ หลักที่สำคัญที่สุด ก็คือ พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องนี้อย่างไร ไม่ใช่สำนักนั้น ๆ หรืออาจารย์นั้น ๆ ว่าอย่างไร ชาวพุทธต้องเข้าใจว่า เเหล่งเดิมแท้มาจากพระพุทธเจ้า ไม่ใช่จากอาจารย์ หลวงพ่อ เกจิอาจารย์หรือใคร ๆ การตรวจทานว่า พระพุทธเจ้าว่าอย่างไร ก็ต้องตรวจทานที่คัมภีร์ชั้นต้น คือพระไตรปิฏก อะไรก็ตามที่ขัดหรือแย้งกับพระไตรปิฏก ให้ถือว่าไม่ถูกต้อง แม้จะอ้างว่า มาจากพระไตรปิฏกก็ต้องตรวจทานอย่างรอบคอบว่า อ้างถูกจริงหรือเปล่า หรืออ้างลอย ๆ ตีความเอาเอง หรือ ท่านตรัส ณ ที่นั้น มุ่งประสงค์สิ่งใด คือเทียบเคียงว่า อรรถกถาอธิบายเรื่องนี้อย่างไร ให้ตอบตรง ๆ สั้น ๆ ก็ต้องตอบว่า ในพระไตรปิฏก อรรถกถา และคัมภีร์รุ่นหลัง ๆ มีเนื้อหาตรงกันหมดว่า "นิพพานเป็นอนัตตา"มีผู้ชำนาญพระไตรปิฏกได้ยกหลักฐานมาแสดงหลายครั้งแล้ว เช่น พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) แม้จะมีคนไปพยายามแย้งท่าน ก็ไม่อาจทำเรื่องจริงให้เป็นเท็จไปได้ กรุณาอย่าคิดว่า เรื่องนี้ไม่สำคัญ พระพุทธองค์ตรัสพยากรณ์ว่า เมื่อศาสนาจะเสื่อม พระปริยัติธรรม คือการเรียนรู้ศาสนาจะเสื่อมก่อน เมื่อเรียนรู้ผิด ๆ ฟังมาผิด ๆ ก็สอนผิด ๆ ไปตามสำนัก ตามอาจารย์ ศาสนาก็จะแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า หาหลักไม่มี กลายเป็นศิษย์สำนักนั้น สำนักนี้ ไม่มีใครเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า ศาสนาก็เสื่อมลง


กราบขอบพระคุณ พระคุณเจ้า คำตอบพระคุณท่านทำให้เกิดปัญญาและหายสังสัยแล้วครับ อยากทราบว่าพระคุณเจ้าชื่ออะไรครับ อยู่ตำแหน่งอะไรในวัดพระแก้ว อยากจะไปกราบพระคุณท่านสักครั้ง ขอบคุณอีกครั้งหนึ่งครับ


ขออนุญาตยกคำกล่าวของหลวงพ่อปัญญานันทะพูดถึงเรื่อง"นิพพาน"มาเผยแพร่สักนิดนะครับ..... นิพพานไม่ใช่อัตตา สอนว่านิพพานเป็นอัตตาสอนผิด ผิดอย่างลึกด้วยแหละ ไม่ใช่ผิดน้อย ๆ ผิดชนิดตัดยอดมันเลย เหมือนต้นมะพร้าวต้นนี้มันเราตัดยอดทิ้งเลย ไม่มีทางขึ้นอีกเลย มันเป็นเรื่องศาสนาอื่น เป็นเรื่องศาสนาพราหมห์ เป็นฮินดู เพราะฮินดูถือว่ามีตัวถาวร มีวิญญาณถาวร ออกจากร่างนี้ไปร่างโน้น จนกระทั่งมันบริสุทธิ์แล้วก็ไปรวมกับตัวใหญ่ เรียกว่า ปรมัตมัน เป็นตัวใหญ่ อยู่อย่างถาวร พุทธศาสนาไม่ได้สอนอย่างนั้น พระพุทธศาสนาสอนว่า ชีวิตร่างกายของเรานี้ เป็นของประสม ไม่ใช้ของแท้ มันรวมตัวกันเข้า อาศัยคุณพ่อคุณแม่เป็นผู้ให้เกิด เกิดแล้วก็ได้รับการปรุงแต่ง จากวัตถุธาตุจากที่เรากิน เราดื่มเข้าไป เปลี่ยนๆ อยู่ตลอดเวลาไม่มีเนื้อแท้ ที่เรียกว่ามีชีวิตเพราะมันเปลี่ยนอยู่ ความเปลี่ยนมันคือตัวชีวิต ถ้าความเปลี่ยนมันถึงที่สุดมันก็ดับๆ แล้วก็หมดเรื่องกันไปที ไม่มีอะไรที่จะพูดอะไรต่อไป พุทธศาสนาสอนอย่างนั้น โดยเฉพาะนิพพานมันเป็นเรื่องของสงบ สะอาด สว่าง ในใจคน มันเกิดแล้วมันอยู่ถาวร ไม่ใช่ไม่มีตัวมีตน คนโบราณว่านิพพานคือเมืองแก้ว กล่าวแล้วคือนิพพาน เมืองสมบูรณ์ คนไปก็ไปกองกันอยู่ตรงนั้น มันก็ยังเป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าสอนว่านิพพานไม่มีตัวเป็นอนัตตา เริ่มต้นตั้งแต่ว่าสัพเพสังขารา อนิจา สัพเพสังขารา ทุกขา สัพเพธรรมมาอนัตตาไปโดยลำดับ จึงจะถูกต้อง แต่ที่สอนกันผิด เพื่อให้มีตัว แล้วชวนโยมเอาข้าวไปถวายพระพุทธเจ้า คือสอนเพื่อสักการะ ให้คนมาช่วยกันทำข้าวถวายพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ไปออกันแน่นเลยทำไม่ถูก นิพพานมันของที่ใจ สะอาด สงบ สว่าง เราคนธรรมดาก็มีนิพพานเป็นครั้งคราว เวลาใจมันสงบมันไม่วุ่นวาย เขาเรียกว่านิพพานชั่วคราวแล้ว นิพพานถาวร ไม่มีอะไรรบกวนมันก็ไม่มีอะไรต่อไป ศึกษาให้ละเอียด.


สาธุ สาธุ ท่านมหาเก่า


เงื่อนไขในการบัญญัติคำว่า อัตตา และ อนัตตา ในพระพุทธศาสนา มีพุทธพจน์ตรัสไว้ในอนัตตลักขณสูตรดังนี้ "รูปญฺจ หิทํ ภิกฺขเว อตฺตา อภวิสฺส นยิทํ รูปํ อาพาธาย สงฺวตฺเตยฺย" แปลว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้ารูปนี้เป็นอัตตาแล้ว รูปนี้ก็ไม่เป็นไปเพื่อความเจ็บไข้ได้ป่วย" พุทธพจน์ข้อนี้ได้แสดงไว้อย่างชัดเจนรวม ๒ นัย คือ สิ่งใดที่เป็นไปเพื่อความเจ็บไข้ได้ป่วย ทรงจัดว่าเป็น อนัตตา อันได้แก่ รูป (ทั้งนี้ทรงสอนรวมทั้ง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ด้วย) นัยหนึ่ง และสิ่งใดที่ไม่เป็นไปเพื่อความเจ็บไข้ได้ป่วย ทรงจัดว่าเป็น อัตตา อันได้แก่ จิตผู้รู้ชั้นพุทโธ ซึ่งไม่พลอยหวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่เข้ามากระทบ อีกนัยหนึ่ง ผู้ที่ศึกษาธรรมะยังไม่เข้าใจสภาพของจิตผู้รู้,ชั้นพุทโธ ซึ่งตั้งมั่นไม่หวั่นไหวนี้ จึงเหมาเอาเองว่าพระพุทธองค์ไม่ได้ทรงสอนเรื่องอัตตา.


คำว่า “นิพพาน” มาจาก นิ อุปสรรค แปลว่า ออกไป หมดไป ไม่มี เลิก+วาน แปลว่าพัดไป หรือเป็นไปบ้าง เครื่องร้อยรัดบ้าง ใช้เป็นกิริยาของไฟหรือการดับไปหรือของที่ร้อนเพราะไฟ แปลว่า ดับไฟหรือดับร้อน หมายถึง หายร้อน เย็นลง หรือเย็นสนิท (แต่ไม่ใช่ดับสูญ) แสดงสภาวะทางจิตใจ หมายถึง เย็นใจ สดชื่น ชุ่มชื่นใจ ดับความร้อนใจ หายร้อนรน ไม่มีความกระวนกระวาย หรือแปลว่า เป็นเครื่อง ดับกิเลส คือ ทำให้ราคะ โทสะ โมหะ หมดสิ้นไป แต่ในปัจจุบันนิยมแปลว่า ไม่มีตัณหาเครื่องร้อยรัด หรือออกไปแล้วจากตัณหาที่เป็นเครื่องร้อยรัดติดไว้กับภพ นิพพานเป็นการดับสนิทของไฟ กล่าวคือ ไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ นิพพานจึง หมายถึง สภาพเย็นสนิท นิพพาน ตามความหมายเชิงอรรถ พูดในเชิงภาพพจน์หรืออุปมาเมื่อ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ดับไป นิพพานก็ปรากฏแทนที่พร้อมกัน หรืออาจกล่าวได้ว่า การดับอวิชชา ตัณหาอุปาทาน นั่นแหละ คือ นิพพาน “จิตใจเปิดเผยกว้างขวางไม่มีประมาณ โปร่งโล่ง เป็นอิสระเป็นภาวะที่แจ่มใส สะอาด สว่างสงบ ละเอียดอ่อน ประณีต ลึกซึ้ง” สำหรับผู้เข้าถึงก็รู้เห็นประจักษ์แจ้งเองเมื่อนั้น ดังคุณบท คือ คำแสดงคุณลักษณะของนิพพานว่า “นิพพาน อันผู้บรรลุเห็นได้เองไม่ขึ้นกับกาลเวลา เรียกให้มาดูได้ ควรนอบน้อมเอามาไว้ อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน” ส่วนข้อความภาวะโดยตรงจะยกมาประกอบพิจารณาดังพุทธพจน์ที่ปรากฏในขุททกนิกาย อุทานมีเรื่องหนึ่งว่า คราวหนึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมมีกถาเกี่ยวกับนิพพานแก่ภิกษุทั้งหลายพระพุทธองค์ได้ทรงเปล่งอุทานว่า .....มีอยู่นะ ภิกษุทั้งหลาย อายตนะที่ไม่มีปฐวี ไม่มีอาโป ไม่มีเตโช ไม่มีวาโย ไม่มีอากาสานัญจายตนะ ไม่มีวิญญาณัญจายตนะ ไม่มีอากิญจัญญายตนะ ไม่มีแนวสัญญายตนะ ไม่มีโลกนี้ ไม่มีปรโลก ไม่มีดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ทั้งสองอย่าง เราไม่กล่าวอายตนะนั้นว่าเป็นการมา การไป การหยุดอยู่ การจุติ การอุบัติ อายตนะนั้นไม่มีที่ตั้งอาศัย (แต่ก็)ไม่เป็นไป ทั้งไม่ต้องมีเครื่องยึดหน่วง นั่นแหละคือจุดจบของทุกข์


ความเห็นที่ 6 ที่ว่า "และสิ่งใดที่ไม่เป็นไปเพื่อความเจ็บไข้ได้ป่วย ทรงจัดว่าเป็น อัตตา อันได้แก่ จิตผู้รู้ชั้นพุทโธ ซึ่งไม่พลอยหวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่เข้ามากระทบ อีกนัยหนึ่ง" อันนี้เเหละที่เรียกว่า ตีความเอาเอง ตีความแบบนี้ ก้องหิน ก็เป็นนิพพานสิ เพราะก้อนหินไม่เป็นไปเพื่อความเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะก้อนหินย่อมไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์ที่มากระทบ ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นสวากขตธรรม คือพระองค์กล่าวไว้ดีแล้ว ไม่พึงไปตีความเอาเอง


ปวดหัว จัง

ตอบกระทู้