:: เธงเธฑเธ”เธžเธฃเธฐเนเธเน‰เธง เธญ.เน€เธกเธทเธญเธ‡ เธˆ.เน€เธŠเธตเธขเธ‡เธฃเธฒเธข ::
วัดโพธิ์ Wat Pho |
 
 
ตักบาตรเทเวของคนเชียงราย



ตักบาตรเทโว
วันตักบาตรเทโวหมายถึง วันทำบุญตักบาตรในเทศกาลวันออกพรรษา ตามความเชื่อของพุทธศาสนิชน ว่าเป็นวันที่เสด็จลงจากสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์หลังจากเทศนาอภิธรรมปิฎกโปรดพุทธมารดา
ความเป็นมา
เทโว ย่อมาจากคำว่า เทโวโรหนะ ซึ่งแปลว่า การหยั่งลงจาก เทวโลก หมายถึง การเสด็จลงจากเทวโลกของพระพุทธเจ้า ตามตำนาน กล่าวว่า เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ทรงเทศนาโปรดประชาชนในแคว้นต่าง ๆ ของอินเดียตอนเหนือ ตั้งแต่ เมืองราชคฤห์ เมืองพาราณสี เมืองสาวัตถี ตลอดถึงเมืองกบิลพัสดุ์ ซึ่งเป็นบิตุภูมิของพระองค์ ทรงเทศนาโปรดพระประยูรญาติทั้งหลายถ้วนหน้า แล้วทรงปรารถนาจะสนองพระคุณมารดา ซึ่งหลังประสูติพระองค์ ได้ ๗ วัน ก็สิ้นพระขนม์ และได้ไปเกิดเป็นเทพบุตรอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต ฉะนั้นในพรรษาที่ ๗ หลังจากตรัสรู้พระพุทธองค์จึงเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เทศนาพระอภิธรรมปิฎกโปรดพระพุทธมารดาอยู่พรรษาหนึ่ง ถึงวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ จึงเสด็จลงจาก สวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาประทับที่เมืองสังกัสสะประชาชนพากันไปเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อทำบุญตักบาตรอย่างหนาแน่น

การตักบาตรเทโวนี้ บางวัดทำในวันออกพรรษา คือวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ บางวัดก็ทำในวันรุ่งขึ้น คือวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ทั้งนี้ แล้วแต่ความตกลงร่วมใจทั้งทางวัดและทางบ้าน พิธีที่ทำนั้นทางวัดอัญเชิญพระพุทธรูปประดิษฐานในบุษบก ซึ่งตั้ง อยู่บนล้อเลื่อนหรือคานหาม มีบาตรขนาดใหญ่ใบหนึ่งตั้งไว้หน้าพระพุทธรูป มีคน ลากล้อเลื่อนไปช้า ๆ นำหน้าพระสงฆ์ สามเณร ซึ่งถือบาตรเดินเรียงไปตามลำดับ พุทธศาสนิกชนต่างก็นำข้าว อาหารหวานคาว มาเรียงรายกันอยู่เป็นแถวตามแนวทางที่รถบุษบกเคลื่อนผ่าน คอยตักบาตร อาหารที่นิยมตักในวันนั้น นอกจากข้าวและอาหารคาวหวาน ธรรมดาแล้วก็จะมีข้าวต้มลูกโยนด้วย ซึ่งบางท่านสันนิษฐานว่าในครั้งนั้นผู้คนรอใส่บาตรกันแออัดมาก เข้าไม่ถึงพระ จึงใช้ข้าวก่อ หรือปั้นโยนลงบาตร ประเพณีการตักบาตรเทโวนี้ เนื่องมาจากการเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา เมื่อมีเหตุการณ์อะไรปรากฏในตำนาน ก็จะปรารภเหตุนั้นๆ เพื่อบำเพ็ญบุญกุศลเช่นการถวายทาน รักษาศีล เป็นต้น ตักบาตรเทโวจึงเป็นการทำบุญอย่างมโหฬารของพุทธศาสนิกชน นับแต่นั้นมา


การตักบาตร
การตักบาตร คือ การถวายอาหารแด่พระภิกษุสามเณร รูปเดียวหรือหลายรูป จะปฏิบัติเป็นประจำหรือเป็นครั้งคราวก็ได้
วัตถุประสงค์ของการตักบาตร นอกจากจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการให้ทานเพื่อบูชาคุณแล้ว ยังมีวัตถุประสงค์เฉพาะดังนี้
๑. ธำรงส่งเสริมและสืบทอดพระพุทธศาสนา
๒. ส่งเสริมและบำรุงพระภิกษุสามเณร ผู้ทรงศีล ทรงธรรม
๓. ส่งเสริมคุณความดีของผู้ปฏิบัติ ทั้งผู้ตักบาตรและพระภิกษุสามเณรผู้รับบิณฑบาตร
การตักบาตรจึงเป็นประเพณีที่พุทธศาสนิกชนควรปฏิบัติ เพราะเป็นการให้กำลังแก่พระภิกษุสามเณรได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน ประพฤติปฎิบัติธรรมตามพระธรรมวินัย และสั่งสอนประชาชนเป็นการสืบต่อพระพุทธศาสนาให้มั่นคงถาวรสืบไป ทั้งนี้จะเป็นผลดีแก่ผู้ปฏิบัติด้วยเพราะทำให้เป็นผู้มีใจบุญกุศลและเป็นการส่งเสริมผุ้ทรงคุณธรรม
ประวัติการทำบุญตักบาตร
การทำบุญตักบาตรนี้มีมาแต่ครั้งพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์ทรงผนวชใหม่ๆ ยังไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงประทับที่สวนมะม่วง พระองค์เสด็จบิณฑบาตผ่านกรุงราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธ ชาวเมืองเห็นพระมาบิณฑบาตก็ชวนกันนำอาหารมาตักบาตรเป็นครั้งแรก นับแต่นั้นมา การตักบาตรจึงถือเป็นประเพณีมาจนบัดนี้ และเมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้ใหม่ๆ ประทับอยู่ที่ควงไม้เกด มีพ่อค้า ๒ คน นำข้าวสัตตุก้อน สัตตุผง ซึ่งเป็นเสบียงสำหรับเดินทางเข้าไปถวาย พระพุทธองค์ทรงรับไว้ด้วยบาตร นี่ก็เป็นที่มาของการตักบาตรทางพระพุทธศาสนาด้วยประการหนึ่ง

บาตรเป็นภาชนะจำเป็นของพระภิกษุจะขาดเสียมิได้ นับเข้าในจำนวนบริขารอย่างหนึ่งในบริขาร ๘ ตามปกติพระจะไปอยู่ที่ใดต้องมีบาตรประจำตัวไปด้วย และการออกบิณฑบาตก้ออกในเวลาเช้าตามแบบอย่างที่พระพุทธเจ้าองค์ทรงบำเพ็ญเป็นพุทธกิจประจำวัน

โดยปกติ พระภิกษุสามเณรจะเดินเรียงลำดับอาวุโสไปบิณฑบาตตามละแวกบ้าน เมื่อถึงหมู่บ้านที่ชาวบ้านกำลังรออยู่ ก็จะยืนเรียงเป็นแถว แต่ในกรุงเทพฯ หรือในบางจังหวัด พระภิกษุสามเณรมักไปตามลำพัง ไม่ได้เดินเรียงแถว ทั้งนี้เพราะพระภิกษุสามเณรในกรุงเทพฯ มีเป็นจำนวนมากจึงไม่สะดวกที่จะเดินเรียงแถวกันไป และผู้ที่จะนำอาหารมาตักบาตรได้ไม่ครบทุกรูป

เมื่อพระภิกษุสามเณรต้องออกบิณฑบาตตอนเช้าทุกวัน ชาวบ้านก็ตักบาตรทุกวัน แต่บางคนตักบาตรเฉพาะในรอบวันเกิดประจำปี และมักจะตักบาตรพระจำนวนเท่าอายุหรือเกินกว่าอายุ ถ้าเป็นวันสำคัญทางศาสนาก็มักจะพากันไปทำบุญตักบาตรที่วัด แต่บางคราวเช่นในเทศกาลปีใหม่ และตรุษสงกรานต์ จะมีการชุมนุมตามที่ที่กำหนดไว้ เช่น สนามหลวง พุทธมณฑล ในโรงเรียน ในสถาบัน หรือ ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งแล้วแต่จะนัดหมายกัน นอกจากนี้ยังมีการตักบาตรที่มีชื่อเฉพาะอีก เช่น ตักบาตรเทโว ตักบาตรข้าวสาร ตักบาตรดอกไม้ธูปเทียน เป็นต้น

วิธีปฏิบัติในการตักบาตร
โดยปกติ พระภิกษุสามเณรจะเดินเรียงลำดับอาวุโสไปบิณฑบาตตามละแวกบ้าน เมื่อถึงหมู่บ้านที่ชาวบ้านกำลังรออยู่ ก็จะยืนเรียงเป็นแถว แต่ในกรุงเทพฯ หรือในบางจังหวัด พระภิกษุสามเณรมักไปตามลำพัง ไม่ได้เดินเรียงแถว ทั้งนี้เพราะพระภิกษุสามเณรในกรุงเทพฯ มีเป็นจำนวนมากจึงไม่สะดวกที่จะเดินเรียงแถวกันไป และผู้ที่จะนำอาหารมาตักบาตรได้ไม่ครบทุกรูป การตักบาตรเป็นสังฆทาน คือการถวายโดยไม่เจาะจง จึงควรตั้งใจว่าจะทำบุญตักบาตรแก่พระภิกษุสงฆ์สามเณรในพระพุทธศาสนาโดเยไม่เจาะจงว่าเป็นรูปใดรูปหนึ่ง เมื่อพระภิกษุสามเณรรูปใดผ่านมาก็ตั้งใจตักบาตรแก่พระภิกษุสามเณรรูปนั้นและรูปอื่นๆ ไปตามลำดับโดยปฏิบัติดังต่อไปนี้
๑. จัดเตรียมอาหารที่สะอาด ถูกสุขลักษณะใส่ภาชนะเรียบร้อย มากหรือน้อยตามความต้องการ
๒. นำอาหารที่เตรียมไว้ไปคอยตักบาตร ก่อนที่จะตักบาตรควรตั้งจิตถวายด้วยศรัทธาและความเคารพ ตั้งความปรารถนา เพื่อทำกิเลสให้ลดน้อยลงจนถึงหมดสิ้นไป
๓. ขณะที่ตักบาตร ควรอยู่ในอาการสำรวมและเคารพ
๔. เมื่อตักบาตรเสร็จแล้ว ควรแสดงความเคารพด้วยการไหว้
๕. หลังจากตักบาตร ควรอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษหรือผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
การกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล
คำอธิษฐาน ในการตักบาตรจะใช้ภาษาบาลีหรือภาษาไทยหรือใช้ทั้งสองภาษาก็ได้ ดังนี้
สุทินนัง วะตะเม ทานัง อาสะวักขะยาวะหัง โหตุ” ถอดความว่า ทานของเราให้แล้วด้วยดี ขอจิตข้านี้จงสิ้นอาสวกิเลสเทอญ”
คำกรวดน้ำ แบบย่อ
“อิทัง เม ญาตินัง โหตุ “ถอดความว่า “ขอส่วนแห่งบุญกุศล จงสัมฤทธิ์ผลแก่ญาติข้าดั่งตั้งใจ “



 โดย   กระต่ายใต้เงาจันทร์   e-mail:: tamoko_29@hotmail.com   IP::   วันที่ 13 ต.ค. 2554 ( อ่าน 2675 ครั้ง)
 



ความคิดเห็นที่ [1]

การให้ทาน เป็นการทำบุญ เป็นการสร้างบารมี ส่วนศีล ภาวนา เป็นการสร้างบารมีทีสูงขึ้นไปอีก

แต่มนุษย์มุ่งถนัดจะทำแต่ทาน ต่อไปมีทรัพย์สมบัติมาก ร่างกายไม่แข็งแรง ขาดสติปัญญา

ถ้าถนัดแต่เพียงถือศีล ผลบุญที่ได้เพียงร่างกายแข็งแรงไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ แต่ขาดทุนทรัพย์ ไม่มีอุปกรณ์เครื่องใช้ย่อมลำบากการอยู่ในโลกนี้
ไม่ภาวนา ไม่สติปัญญา

ครั้นถนัดแต่เพียงภาวนาอย่างเดียว ได้ผลบุญด้วยเปี่ยมล้น ด้วยสติปัญญาอำนวยให้ พบหนทาง วิมุติ หลุดพ้นทุกข์ แต่เป็นไปด้วยความยากลำบากนานาประการ ในการปฏิบัติย่อมไม่เป็นผลดี เพราะขาดกายที่สมบูรณ์ ขาดสถานที่อำนวยให้สัปปายะ ขาดศีลซึ่งเป็นบาทฐานสำคัญของการทำสมาธ และวิปัสสนา ย่อมไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางต้องเนิ่นช้าออกไปอีก

ฉะนั้น ท่านจึงสั่งสอนให้ทำให้ครบทั้ง ทาน ศีล ภาวนา เพื่อให้ได้ครบถ้วน ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ มีทรัพย์สินเลี้ยงชีพ มีสติปัญญาดี

และใครทำได้ผลแค่ไหน สามารถรู้ได้ที่จิตใจของตน ไม่ต้องให้คนอื่นมาบอกเหมือนทางโลกที่คนอื่นมายกย่องให้เราเก่ง ให้เราเป็นหัวหน้า

ให้เราเป็นแชมป์

ส่วนทีเด็ดในการทำแต่ละอย่างว่าให้ได้ผลสูงสุดให้ศึกษาจากสุดยอดลิ้งค์ข้างล่าง

ซึ่งรวบรวมเรื่องรายละเอียดการทำบุญ การสร้างบารมีทุกชนิดไว้ครบถ้วนที่สุดที่เคยพบเห็น
.........................................................................................................................................................
ขอนำเสนอข้อมูล เรื่องทาน ศีล ภาวนา อย่างกว้าง ดังนี้
ตัดตอนมาอีกที

การให้ธรรมทานแม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการให้ "อภัยทาน" แม้จะให้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม การให้อภัยทานก็คือ "การไม่ผูกโกรธ ไม่อาฆาตจองเวร ไม่พยาบาทคิดร้ายผู้อื่นแม้แต่ศัตรู" ซึ่งได้บุญกุศลแรงและสูงมากในฝ่ายทาน เพราะเป็นการบำเพ็ญเพียรเพื่อ "ละโทสะกิเลส" และเป็นการเจริญ "เมตตาพรหมวิหารธรรม" อันเป็นพรหมวิหารข้อหนึ่งในพรหมวิหาร ๔ ให้เกิดขึ้น อันพรหมวิหาร ๔ นั้น เป็นคุณธรรมที่เป็นองค์ธรรมของโยคีบุคคลที่บำเพ็ญฌานและวิปัสสนา ผู้ที่ทรงพรหมวิหาร ๔ ได้ย่อมเป็นผู้ทรงฌาน ซึ่งเมื่อเมตตาพรหมวิหารธรรมได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อใด ก็ย่อมละเสียได้ซึ่ง "พยาบาท" ผู้นั้นจึงจะสามารถให้อภัยทานได้ การให้อภัยทานจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและยากเย็น จึงจัดเป็นทานที่สูงกว่าการให้ทานทั้งปวง
อย่างไรก็ดี การให้อภัยทานแม้จะมากเพียงใด แม้จะชนะการให้ทานอื่น ๆ ทั้งมวล ผลบุญนั้นก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า "ฝ่ายศีล" เพราะเป็นการบำเพ็ญบารมีคนละขั้นต่างกัน

การรักษาศีลเป็นการเพียรพยายามเพื่อระงับโทษทางกายและวาจา อันเป็นเพียงกิเลสหยาบมิให้กำเริบขึ้น และเป็นการบำเพ็ญบุญบารมีที่สูงขึ้นกว่าการให้ทาน

การที่ได้บวชเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา แล้ว รักษาศีล ๑๐ ไม่ให้ขาด ไม่ด่างพร้อย แม้จะนานถึง ๑๐๐ ปี ก็ยังได้บุญน้อยกว่าผู้ที่ได้อุปสมบทเป็นพระในพระพุทธศาสนาที่มี ศีลปาฏิโมกข์สังวร ๒๒๗ ข้อ แม้จะบวชมาได้เพียงวันเดียวก็ตาม


ฉะนั้นในฝ่ายศีลแล้ว การที่ได้อุปสมบทเป็นพระในพระพุทธศาสนาได้บุญบารมีมากที่สุดเพราะเป็นเนกขัมบารมีในบารมี ๑๐ ทัศ ซึ่งเป็นการออกจากกามเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติธรรมขั้นสูง ๆ คือการภาวนาเพื่อมรรค ผล นิพพาน ต่อ ๆ ไป ผลของการรักษาศีลนั้นมีมาก ซึ่งจะยังประโยชน์สุขให้แก่ผู้นั้นทั้งในชาตินี้และชาติหน้า เมื่อได้ละอัตภาพนี้ไปแล้วย่อมส่งผลให้ได้บังเกิดในเทวโลก ๖ ชั้น ซึ่งล้วนแต่ความละเอียดประณีตของศีลที่รักษาและที่บำเพ็ญมา ครั้นเมื่อสิ้นบุญในเทวโลกแล้ว ด้วยเศษของบุญที่ยังคงหลงเหลืออยู่แต่เพียงเล็กๆน้อยๆหากไม่มีอกุลกรรมอื่นมาให้ผล ก็อาจจะน้อมนำให้ได้มาบังเกิดเป็นมนุษย์ที่ถึงพร้อมด้วยสมบัติ ๔ ประการ เช่น อานิสงส์ของการรักษา ศีล ๕ กล่าวคือ

อานิสงส์ของศีล ๕ มีดังกล่าวข้างต้น สำหรับศีล ๘ ศีล ๑๐ และศีล ๒๒๗ ก็ย่อมมีอานิสงส์เพิ่มพูนมากยิ่ง ๆ ขึ้นตามระดับและประเภทของศีลที่รักษา แต่ศีลนั้นแม้นจะมีอานิสงส์เพียงไรก็ยังเป็นแต่เพียงการบำเพ็ญบุญบารมีในชั้นกลาง ๆ ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น เพราะเป็นแต่เพียงระเบียบหรือกติกาที่จะรักษากายและวาจาให้สงบ ไม่ให้ก่อให้เกิดทุกข์โทษขึ้นทางกายและวาจาเท่านั้น ส่วนทางจิตใจนั้นศีลยังไม่สามารถที่จะควบคุมหรือทำให้สะอาดบริสุทธิ์ได้

ฉะนั้น การรักษาศีลจึงยังได้บุญน้อยกว่าการภาวนา เพราะการภาวนานั้น เป็นการรักษาใจ รักษาจิต และซักฟอกจิตให้เบาบางหรือจนหมดกิเลสคือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง อันเป็นเครื่องร้อยรัดให้บรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลายต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสงสารวัฏ การภาวนาจึงเป็นการบำเพ็ญบุญบารมีที่สูงสุด ประเสริฐที่สุด ได้บุญมากที่สุดเป็นกรรมดีอันยิ่งใหญ่เรียกว่า "มหัคคตกรรม" อันเป็นมหัคคตกุศล

การเจริญภาวนานั้น เป็นการสร้างบุญบารมีที่สูงที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา จัดว่าเป็นแก่นแท้และสูงกว่าฝ่ายศีลมากนัก การเจริญภาวนานั้น
มี ๒ อย่างคือ "สมถภาวนา (การทำสมาธิ)"และ "วิปัสสนาภาวนา (การเจริญปัญญา)"


เหตุใดไม่เร่งขวนขวายสร้างสมบุญบารมีที่เป็นอริยทรัพย์อันประเสริฐ์ ซึ่งจะติดตามตัวไปได้ในชาติหน้า แม้หากว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่มีจริงดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ อย่างเลวพวกเราก็เพียงเสมอตัว มิได้ขาดทุนแต่อย่างใด หากสิ่งที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนเอาไว้ว่ามีจริงดั่งที่ปราชญ์ในอดีตกาลยอมรับ แล้วเราท่านทั้งหลายไม่สร้างสมบุญและความดีไว้ สร้างสมแต่ความชั่วและบาปกรรมตามติดตัวไป เราท่านทั้งหลายไม่ขาดทุนหรอกหรือ เวลาในชีวิตของเราที่ควรจะได้ใช้ให้เป็นประโยชน์ เมื่อเวลาหมดไปเท่ากับเสียเปล่า หรือเรียกว่าโมฆะ คือเสียหมดมาแต่ต้น



โดย กระต่ายใต้เงาจันทร์     e-mail:: tamoko_29@hotmail.com     IP::    วันที่ 13 ต.ค. 2554

ความคิดเห็นที่ [2]

รู้ทันจิตชีวิตเป็นสุข


โดย กระต่ายใต้เงาจันทร์     e-mail:: tamoko_29@hotmail.com     IP::    วันที่ 13 ต.ค. 2554

ความคิดเห็นที่ [3]

คนเราจะมีความสุขได้ต้องมีสติระลึกอยู่ตลอดเวลา สติต้องจับจิตให้ทัน ต้องรู้ให้ทันจิต และอย่าให้จิตกับความคิดไหลมารวมกัน เมื่อจิตเกิดให้เอาสติตบจิตให้ต่ำลง เบาลง เพราะหากสติควบคุมจิตไม่ได้ จิตจะไหลขึ้นไปรวม ฟุ้งขึ้นไปถึงสมอง ที่นี้เกิดปัญหาใหญ่ เราเริ่มทำอะไรตามอารมณ์ ตามจิต จิตกับความคิดจับมือกันสติควบคุมไม่ได้ ชีวิตก็พาลแต่จะเป็นทุกข์


โดย กระต่ายใต้เงาจันทร์     e-mail:: tamoko_29@hotmail.com     IP::    วันที่ 13 ต.ค. 2554

ความคิดเห็นที่ [4]

พูดแต่สิ่งที่ดี คิดแต่สิ่งที่ดี และกระทำแต่สิ่งที่ดี จิตใจจะสุขสงบและมีความสุขอยู่ภายใน


โดย กระต่ายใต้เงาจันทร์     e-mail:: tamoko_29@hotmail.com     IP::    วันที่ 13 ต.ค. 2554

ความคิดเห็นที่ [5]

โลกมีไว้ให้มนุษย์เรียนรู้และใช้ชีวิตอยู่รวมกัน ความสุขที่จะเกิดได้นั้นคือ ความคิด ที่สรรสร้างมิใช่ทำร้าย หรือทำลายตัวเองและคนรอบข้าง
ทุกข์สุข อยู่ที่ความคิด เกิด-ดับ เป็นเรื่อง ธรรมดา


โดย กระต่ายใต้เงาจันทร์     e-mail:: tamoko_29@hotmail.com     IP::    วันที่ 13 ต.ค. 2554

ความคิดเห็นที่ [6]

ชีวิตที่เป็นสุข คือ การเข้าใจชีวิต


โดย กระต่ายใต้เงาจันทร์     e-mail:: tamoko_29@hotmail.com     IP::    วันที่ 13 ต.ค. 2554

ความคิดเห็นที่ [7]

สุขในธรรม
กระต่ายใต้เงาจันทร์

เดือนปีหมุนเวียนเปลี่ยนสรรพสิ่ง
บ้างเกรงกริ่งบ้างหวาดกลัวบ้างกล้าหาญ
บางคนดีบางคนชั่วในสันดาน
บ้างเบิกบานบ้างทุกข์ร้อนร้าวรอนใจ

ในเคลื่อนไหวเกิดดับแล้วหลับตื่น
ให้รู้นอนนั่งก้าวยืนเช่นเป็นไฉน
รู้กำหนดระดับลมหายใจ
รับรู้ความเป็นไปในปัจจุบัน

ในคลื่นความไหวให้อบอุ่น
ที่ว้าวุ่นกับละวางอย่างสุขสันต์
ใช้สติพิจารณาอย่างทุกวัน
ทำความฝันให้งดงามเช่นความดี


ชาติไหนชาติหนึ่งที่นิดน้อย
แม้เรื่องร้อยเรื่องพันนั่นโน่นนี่
แต่อย่าลืมหนทางสร้างความดี
รู้ทุกที่ ให้ทุกทาง กว้างไกลนัก

ในการให้ควรสิ่งสมควร
ไม่เรรวนรวนเรหรือเหหัก
ทำอย่างด้วยใจมีค่าราคานัก
เพื่อตอบแทนแผ่นดินที่เรารัก-และรักเรา






โดย กระต่ายใต้เงาจันทร์     e-mail:: tamoko_29@hotmail.com     IP::    วันที่ 13 ต.ค. 2554

ความคิดเห็นที่ [8]

พุทธัง สะระณัง คั๗ฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
พุทโธ เมนาโถ ธัมโม เมนาโถ สังโฆ เมนาโถ

ตะมะหัง ภะคะวันตัง สิระสา นะมามิ
ตะมะหัง ธรรมมัง สิระสา นะมามิ
ตะมะหัง สังฆัง สิระสา นะมานิ


โดย ซอมพอ     e-mail::     IP::    วันที่ 14 ต.ค. 2554

ความคิดเห็นที่ [9]

พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ฯ ข้าพเจ้า ขอถึง ซึ่งพระพุทธเจ้า ว่าเป็นสรณะ ที่พึ่ง ที่อาศัย ฯ

ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ฯ ข้าพเจ้า ขอถึง ซึ่งพระธรรมเจ้า ว่าเป็นสรณะ ที่พึ่ง ที่อาศัย ฯ

สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ฯ ข้าพเจ้า ขอถึง ซึ่งพระสงฆเจ้า ว่าเป็นสรณะ ที่พึ่ง ที่อาศัย ฯ

ทุติยัมปิ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ฯ ข้าพเจ้า ขอถึง ซึ่งพระพุทธเจ้า ว่าเป็นสรณะ ที่พึ่ง ที่อาศัย แม้ครั้งที่สองฯ

ทุติยัมปิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ฯ ข้าพเจ้า ขอถึง ซึ่งพระธรรมเจ้า ว่าเป็นสรณะ ที่พึ่ง ที่อาศัย แม้ครั้งที่สอง ฯ

ทุติยัมปิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ฯ ข้าพเจ้า ขอถึง ซึ่งพระสงฆ์เจ้า ว่าเป็นสรณะ ที่พึ่ง ที่อาศัย แม้ครั้งที่สอง ฯ

ตะติยัมปิ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ฯ ข้าพเจ้า ขอถึง ซึ่งพระพุทธเจ้า ว่าเป็นสรณะ ที่พึ่ง ที่อาศัย แม้ครั้งที่สาม ฯ

ตะติยัมปิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ฯ ข้าพเจ้า ขอถึง ซึ่งพระธรรมเจ้า ว่าเป็นสรณะ ที่พึ่ง ที่อาศัย แม้ครั้งที่สาม ฯ

ตะติยัมปิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ฯ ข้าพเจ้า ขอถึง ซึ่งพระธรรมเจ้า ว่าเป็นสรณะ ที่พึ่ง ที่อาศัย แม้ครั้งที่สาม ฯ

การสวดไตรสรณคมน์ คือการกล่าวคำยอมรับ นับถือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงค์ หมายเอาสิ่งทั้งสามนี้ เป็นที่พึ่งสูงสุดคะ



โดย กระต่ายใต้เงาจันทร์     e-mail:: tamoko_29@hotmail.com     IP::    วันที่ 15 ต.ค. 2554

ความคิดเห็นที่ [10]

ทำวัตรเช้า


บทบูชาพระรัตนตรัย * โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ,

* สวากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม,

* สุปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,

* ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสังฆัง อิเมหิ สักกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ อะภิปูชะยามะ,

* สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ, * ปัจฉิมาชะนะตานุกัมปะมานะสา,

* อิเม สักกาเร ทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ.

* อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ ฯ

* อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, * พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ. ( กราบ )

* สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโธ, * ธัมมัง นะมัสสามิ. ( กราบ )

* สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, * สังฆัง นะมามิ. ( กราบ )

( นำ ) หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัง กะโรมะ เส ฯ

( รับ ) นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมามัมพุทธัสสะ ( ว่า ๓ ครั้ง )

( นำ ) หันทะ มะยัง พุทธาภิถุติง กะโรมะ เส ฯ

( รับ ) * โย โส ตะถาคะโต อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ,

* วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู,

* อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สสสัตถา เทวะมะนุสสานังพุทโธ ภะคะวา,

* โย อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพรัหมะกัง สัสสะมะณะพราหมะณิง ปะชัง สะเทวะมะนุสสัง สะยังอะภิญญา สัจฉิกัตวา ปพเวเทสิ.,

* สาตถัง สะพยัญชะนัง เกวะละปะริปุณณัง ปะริสุทธัง พรัหมะจะริยัง ปะกาเสสิ.,

* ตะมะหัง ภะคะวันตัง อะภิปูขะยามิ, ตะมะหัง ภะคะวันตัง สิระสา นะมามิ ฯ ( กราบ )

( นำ ) หันทะ มะยัง ธัมมาภิถุติง กะโรมะ เส ฯ

( รับ ) * โย โส สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก, โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ. ตะมะหัง ธมมัง อะภิปูชะยามิ, ตะมะหัง ธัมมัง สิระสา นะมามิ. ( กราบ )

( นำ ) หันทะ มะยัง สังฆาภิถุติง กะโรมะ เส ฯ

( รับ ) * โย โส สุปะฏิปันโน(๑) ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, * อุชุปะฏิปันโน(๒) ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, * ญายะปะฏิปันโน(๓) ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, * สามีจิปะฏิปันโน(๔) ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,

* ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา,

* เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,

* อาหุเนยโย * ปาหุเนยโย * ทักขิเณยโย * อัญบะลีกะระณีโย,

* อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ.

* ตะมะหัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ, ตะมะหัง สังฆัง สิระสา นะมามิ. ( กราบ )

คำแปล ทำวัตรเช้า

บทบูชาพระรัตนตรัย * พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง,

* พระธรรมเป็นคำสั่งสอนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว

* พระอริยสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว,

* ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอบูชาอย่างยิ่ง ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พร้อมทั้งพระธรรมและพระอริยสงฆ์ ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้ ที่ข้าพเจ้าทั้งหลายยกขึ้นไว้ตามคามสมควรแก่การบูชาแล้ว.,

* ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ แม้พระองค์ปรินิพพานไปนานเล้วก็ตาม ข้าพเจ้าทั้งหลายกราบขอพระบรมพุทธานุญาต,

* ขอพระองค์ผู้มีพระทัยในอันที่จะอนุเคราะห์ แก่หมู่ขนผู้จะเกิดมาในภายหลัง, * ได้โปรดรับเครื่องสักการะเหล่านี้ ที่ข้าพเจ้าทั้งหลายผู้มีวามทุกข์ น้อมถวายบูชา, * เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขอันเกื้อกูล แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญฯ

* พระผู้มีพระภาคเจ้า เป้นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง, * ข้าพเจ้าขอกราบไหว้พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ตื่นแล้ว เบิกบานแล้ว. ( กราบ )

* พระธรรมเป็นคำสั่งสอนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว * ข้าพเจ้าขอนอบน้อมต่อพระธรรมคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ( กราบ )

* พระอริยสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว * ข้าพเจ้าขอนอบน้อม ต่อพระอริยสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ( กราบ )

( นำ ) * ในเบื้องต้นแต่นี้ไป พวกเราจงพากันพระทำความนอบน้อมต่อพระผู้มีพรภาคเจ้าผู้ตื่นแล้วเบิกบานแล้ว โดยพร้อมเพรียงกันเถิดฯ

( รับ ) * ขอนอบน้อมต่อพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง ฯ

( นำ ) * พวกเราจะพากันกล่าวคำสรรเสริญพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยพร้อมเพรียงกันเถิด ฯ

( รับ ) * พระตถาคตเจ้า เป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง, * เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้และความประพฤติอันงาม เป็นผู้เสด็จไปสู่ที่ดีงามคือพระนิพพาน เป็นผู้รู้แจ้งโลก, * เป็นผู้ฝึกสอนบุคคลอย่างยอดเยี่ยมไม่มีผู้อื่นเทียบได้ เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้แล้วตื่นแล้วเบิกบานแล้ว เป็นผู้สามารถนำแนกธรรมสอนหมู่สัตว์ได้ถูกตามอัธยาศัย, * พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำความดับทุกช์ให้แจ้งด้วยพระปัญญาอันยิ่งเองแล้วทรงสอนโลกนี้กับทั้งเทวดา มาร พรหม พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ และหมู่สัตว์ตลอดถึงเทวดาและมนุษย์ ให้รู้ตามพระองค์., * พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงธรรมอันงามในเบื้องต่นคือศีล ธรรมอันงามในท่ามกลางคือสมาธิ ธรรมอันงามในที่สุดคือปัญญา, * ทรงแสดงวิธีการปฏิบัติให้เข้าถึงความเป็นผู้ประเสริฐ พร้อมทั้งอธิบายหัวข้อและเนื้อความในการปฏบัติ อย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์โดยไม่เหลือให้สงสัย., * ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่ง ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า, ข้าพเจ้าขอนอบน้อม ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยเศียรเกล้าฯ ( กราบ )

( นำ ) * พวกเราจงกล่าวสรรเสริญ พระคุณแห่งพระธรรมคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยพร้อมเพรียงกันเถิด ฯ

( รับ ) * พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว เป็นธรรมที่บุคคลผู้ศึกษาปฏิบัติจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง สามารถปฏิบัติและเห็นผลได้ทุกเมื่อไมม่จำกัดกาลเวลา เป็นธรรมที่สามารถเรียกร้องให้ผู้อื่นมาดูได้ว่า " ท่านจงมาดูธรรมนี้เถิด ", เป็นธรรมที่บุคคลควรน้อมเข้ามาใส่ใจ ผู้รู้ธรรมแล้วทั้งหลาย จะพึงรู้ได้เฉพาะตนเองเท่านั้น ข้าพเจ้าขอบูชายิ่ง ต่อพระธรรมคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ข้าพเจ้าขอนอบน้อม ต่อพระธรรมนั้น ด้วยเศียรเกล้า ฯ ( กราบ )

( นำ ) * พวกเราจงพากันกล่างสรรเสริญ พระคุณแห่งพระอริยสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยพร้อมเพรียงกันเถิด ฯ

( รับ ) * พระอริยสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว * พระอริยสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ปฏิบัติตรงแล้ว * พระอริยสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ปฏิบัติถูกต้องแล้ว * พระอริยสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ปฏิบัติชอบแล้ว * ท่านเหล่านี้คือ คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงตามลำดับได้ ๘ บุคคล, * ท่านทั้งหลาย ๘ บุคคลนี้ คือ พระอริยสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า, * ท่านเป็นผู้ควรแก่การสักการะที่คนทั้งหลายนำมาบูชา * เป็นผู้ควรแก่ของที่เตรียมไว้ต้อนรับ * เป็นผู้ควรแก่การรับทานที่หมู่ชนนำมาถวาย * เป็นผู้ควรแก่การกราบไหว้, * ท่านเหล่านี้เป็นนาบุญของโลกอย่างยอดเยี่ยม ไม่มีนาบุญอื่นเทียบได้, * ข้าพเจ้าขอบูชสอย่างยิ่ง ต่อพระอริยสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ข้าพเจ้าขอนอบน้อม ต่อพระอริยสงฆ์นั้น ด้วยเศียรเกล้า ฯ ( กราบ )







โดย กระต่ายใต้เงาจันทร์     e-mail:: tamoko_29@hotmail.com     IP::    วันที่ 16 ต.ค. 2554

ความคิดเห็นที่ [11]



การสวดมนต์ คือ การท่องบ่นสาธยายพระพุทธพจน์ ซึ่งถูกบันทึกไว้เป็นภาษาบาลี เพื่อการทรงจำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้ยืนยาวสืบต่อไป การสวดมนต์ในอีกด้านหนึ่งก็คือการเจริญสมาธิภาวนา ที่ได้นำเอาพระพุทธพจน์มาเป็นบทบริกรรมภาวนา ให้จิตเกาะเกี่ยวไปกับทุกขณะของอักขระที่กำลังสวดสาธยาย ไม่ปล่อยให้ นิวรณ์แทรกเข้ามาทำให้จิตเศร้าหมองได้นั่นเอง



พระสงฆ์สาวกสมัยพุทธกาล นอกจากจะมีหน้าที่ในการเจริญสมาธิภาวนาเพื่อนำตนออกจากทุกข์แล้ว ยังมีภาระหน้าที่ในการทรงจำพระพุทธพจน์ เพื่อสืบต่อคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ควบคู่กันไปอีกด้วย

พระสาวกสมัยพุทธกาลจึงถือเป็นหน้าที่สำคัญยิ่งที่จะต้องท่องบ่น สาธยายพระพุทธพจน์ เพื่อรักษาคำสอนของพระพุทธองค์เป็นหลัก ในขณะเดียวกันก็ต้องเร่งความเพียรเพื่อนำตนออกจากทุกข์ในสังสารวัฏ จึงหาวิธีที่จะ ทรงจำพระพุทธพจน์ให้เป็นกิจกรรมในการดำเนินชีวิตควบคู่ไปกับการ เจริญสมาธิภาวนา

การสวดมนต์ ที่ต้องสวดเป็นภาษาบาลีเพราะเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาพระพุทธพจน์ คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งกระทำควบคู่ไปกับการเจริญสมาธิภาวนา เป็นกิจกรรมในการดำเนินชีวิตของพระสงฆ์สาวกในสมัยพุทธกาล ที่ถ่ายทอด สืบต่อมาสู่พระสงฆ์สาวกในยุคปัจจุบัน









บททำวัตรเช้า
เมื่อพระภิกษุสามเณรประชุมพร้อมกันตามเวลาที่ทางวัดกำหนดไว้แล้ว พระเถระผู้เป็นประธานนำพระภิกษุและสามเณรกราบ ๓ ครั้ง แล้วกล่าวนำบูชาพระรัตนตรัย พระภิกษุและสามเณรทั้งปวงว่าตาม ดังนี้
คำนมัสการ
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ ฯ

(กราบลงหนหนึ่ง)

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมัง นะมัสสามิ ฯ

(กราบลงหนหนึ่ง)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สังฆัง นะมามิ ฯ

(กราบลงหนหนึ่ง)

คำแปล
พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลสทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม

(กราบลงหนหนึ่ง)

พระธรรมเป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม

(กราบลงหนหนึ่ง)

พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้ว ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์

(กราบลงหนหนึ่ง)

ปุพพะภาคะนะมะการ
(ประธานกล่าวนำว่า) หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะ นะมะการัง กะโรมะ เส

(กล่าวพร้อมกันว่า)

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ฯ (ว่า ๓ หน)

คำแปล
(ประธานกล่าวนำว่า) ขอเชิญพวกเราสวดบทนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้าในเบื้องต้นเถิดฯ

(กล่าวพร้อมกันว่า)

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ฯ (ว่า ๓ หน)

พุทธาภิถุติ
(ประธานกล่าวนำว่า) หันทะ มะยัง พุทธาภิถุติง กะโรมะ เส ฯ

(กล่าวพร้อมกันว่า)

โย โส ตะถาคะโต อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาฯ โย อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพรัหมะกัง สัสสะมะณะพราหมะณิง ปะชัง สะเทวะ -มะนุสสัง สะยัง อะภิญญา สัจฉิกัตะวา๑ ปะเวเทสิ โย ธัมมัง เทเสสิ อาทิกัลยาณัง มัชเฌกัลยาณัง ปะริโยสานะกัลยาณัง สาตถัง สะพะยัญชะนัง เกวะละปะริปุณณัง ปะริสุทธัง พรัหมะจะริยัง ปะกาเสสิ ตะมะหัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ ตะมะหัง ภะคะวันตัง สิระสา นะมามิ ฯ

คำแปล
(ประธานกล่าวนำว่า) ขอเชิญพวกเราทำการสรรเสริญพระพุทธเจ้าเถิด

(กล่าวพร้อมกันว่า)

พระตถาคตเจ้านั้นพระองค์ใดเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า ทรงเป็นครูของเหล่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม ทรงมีความสามารถจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำความดับทุกข์ให้แจ้งด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแล้ว ทรงสอนโลกนี้พร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม และหมู่สัตว์ ตลอดจน สมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น ในท่ามกลาง และในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ คือ แบบแห่งการปฏิบัติอันประเสริฐ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง พร้อมทั้งอรรถะและพยัญชนะ ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่ง ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นด้วยเศียรเกล้า ฯ



ธัมมาภิถุติ
(ประธานกล่าวนำว่า) หันทะ มะยัง ธัมมาภิถุติง กะโรมะ เส

(กล่าวพร้อมกันว่า)

โย โส สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ฯ ตะมะหัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ ตะมะหัง ธัมมัง สิระสา นะมามิ ฯ

(กราบลงหนหนึ่ง)

คำแปล
(ประธานกล่าวนำว่า) ขอเชิญพวกเรากระทำการสรรเสริญพระธรรมเถิด

(กล่าวพร้อมกันว่า)

พระธรรมนั้นใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล สามารถแนะนำผู้อื่นให้มาพิสูจน์ได้ว่า "ท่านจงมาดูเถิด" ควรน้อมนำ เข้ามาไว้ในตัว ที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งซึ่งพระธรรมนั้น ขอนอบน้อมพระธรรมนั้นด้วยเศียรเกล้า ฯ

สังฆาภิถุติ
(ประธานกล่าวนำว่า) หันทะ มะยัง สังฆาภิถุติง กะโรมะ เส

(กล่าวพร้อมกันว่า)

โย โส สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ ฯ ตะมะหัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ ตะมะหัง สังฆัง สิระสา นะมามิ ฯ

(กราบลงหนหนึ่ง)

คำแปล
(ประธานกล่าวนำว่า) ขอเชิญพวกเราทำการสรรเสริญพระสงฆ์เถิด

(กล่าวพร้อมกันว่า)

พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นหมู่ใด ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์ ปฏิบัติเหมาะสม ได้แก่ บุคคลเหล่านี้คือ คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงลำดับได้ ๘ ท่าน นั่นแหละพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งเป็นผู้ควรแก่การสักการะที่เขานำมาบูชา ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ ควรรับทักษิณาทาน เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรให้ความเคารพ เป็นเนื้อนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งซึ่งพระสงฆ์หมู่นั้น ขอนอบน้อมพระสงฆ์หมู่นั้น ด้วยเศียรเกล้า ฯ

(กราบลงหนหนึ่ง แล้วนั่งพับเพียบลงสวดระตะนัตตะยัปปะณามะ คาถาต่อไป)







ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถา
(ประธานกล่าวนำว่า) หันทะ มะยัง ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถาโย เจวะ สังเวคะปะริกิตตะนะปาฐัญจะ ภะณามะเส

(กล่าวพร้อมกันว่า)

พุทโธ สุสุทโธ กะรุณามะหัณณะโว

โยจจันตะสุทธัพพะระญาณะโลจะโน

โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะฆาตะโก

วันทามิ พุทธัง อะหะมาทะเรนะ ตัง

ธัมโม ปะทีโป วิยะ ตัสสะ สัตถุโน

โย มัคคะปากามะตะเภทะภินนะโก

โลกุตตะโร โย จะ ตะทัตถะทีปะโน

วันทามิ ธัมมัง อะหะมาทะเรนะ ตัง

สังโฆ สุเขตตาภยะติเขตตะสัญญิโต

โย ทิฏฐะ สันโต สุคะตานุโพธะโกโลลัปปะหีโน อะริโย สุเมธะโส

วันทามิ สังฆัง อะหะมาทะเรนะ ตัง

อิจเจวะเมกันตะภิปูชะเนยยะกัง

วัตถุตตะยัง วันทะยะตาภิสังขะตัง

ปุญญัง มะยา ยัง มะมะ สัพพุปัททะวา มา โหนตุ เว ตัสสะ ปะภาวะ สิทธิยา ฯ

(สังเวคะปะริกิตตะนะปาฐะ)

อิธะ ตะถาคะโต โลเก อุปปันโน อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ธัมโม จะ เทสิโต นิยยานิโก อุปะสะมิโก ปะรินิพพานิโก สัมโพธะคามี สุคะตัปปะเวทิโต มะยันตัง ธัมมัง สุตะวา๒ เอวัง ชานามะ ชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง ฯ สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา เสยยะถีทัง ฯ รูปูปาทานักขันโธ เวทะนูปาทานักขันโธ สัญญูปาทานักขันโธ สังขารูปาทานักขันโธ วิญญาณูปาทานักขันโธ เยสัง ปะริญญายะ ธะระมาโน โส ภะคะวา เอวัง พะหุลัง สาวะเก วิเนติ เอวัง ภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ อะนุสาสะนี พะหุลา ปะวัตตะติ รูปัง อะนิจจัง เวทะนา อะนิจจา สัญญา อะนิจจา สังขารา อะนิจจา วิญญาณัง อะนิจจัง รูปัง อะนัตตา เวทะนา อะนัตตา สัญญา อะนัตตา สังขารา อะนัตตา วิญญาณัง อะนัตตา สัพเพ สังขารา อะนิจจา สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ ฯ เต มะยัง โอติณณามะหะ ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ ทุกโขติณณา ทุกขะปะเรตา อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสส ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ๓ จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ อะระหันตัง สัมมาสัมพุทธัง สัทธา อะคารัสมา อะนะคาริยัง ปัพพะชิตา ตัสมิง ภะคะวะติ พรัหมะจะริยัง จะรามะ, ภิกขูนัง สิกขาสาชีวะสะมาปันนา ตัง โน พรัหมะจะริยัง อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ ฯ

คำแปล
(ประธานกล่าวนำว่า) ขอเชิญพวกเรากล่าวคำนอบน้อมพระรัตนตรัย และบาลีที่แสดงถึงความสังเวชเถิด

(กล่าวพร้อมกันว่า)

พระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์ ทรงมีพระกรุณาดุจห้วงมหรรณพ ทรงมีดวงตาคือพระญาณอันประเสริฐหมดจดถึงที่สุด ทรงฆ่าบาปและ อุปกิเลสของโลก ข้าพเจ้าขอกราบไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นโดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ พระธรรมของพระศาสดาว่างรุ่งเรืองเปรียบดวงประทีป แบ่งออกเป็น มรรค ผล และนิพพาน ทั้งที่เป็นโลกุตตรธรรม และที่เป็นแนวทางแห่งการปฏิบัติเพื่อโลกุตตรธรรมนั้น ข้าพเจ้าขอกราบไหว้พระธรรมนั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ พระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญอันยิ่งใหญ่กว่าเนื้อนาบุญอันดีทั้งหลาย เห็นพระนิพพานด้วยการตรัสรู้ตาม พระสุคตเจ้า ละกิเลสเครื่องโลเลเสียได้ เป็นพระอริยะเจ้าผู้มีปัญญาดี ข้าพเจ้าขอกราบไหว้พระสงฆ์หมู่นั้นโดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ ด้วยอำนาจ อันเกิดจากบุญที่ข้าพเจ้าผู้กราบไหว้วัตถุสามคือพระรัตนตรัย อันควรบูชายิ่งเพียงอย่างเดียว ได้กระทำเป็นอย่างยิ่งเช่นนี้แล้ว ขออุปัทวันตราย ทั้งหลาย จงอย่ามีแก่ข้าพเจ้า

พระตถาคตเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกนี้แล้ว ทรงเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง และพระองค์แสดงธรรมเพื่อออกจากทุกข์ เพื่อสงบกิเลส เพื่อพระนิพพาน เพื่อความรู้พร้อม เป็นธรรมที่พระสุคตประกาศ เมื่อพวกเราได้ฟังธรรมนั้นแล้ว จึงได้รู้ว่า แม้ความเกิด ความแก่ ความตายก็เป็นทุกข์ ความเศร้าโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์ ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์ มีความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ กล่าวโดยสรุป อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ นั่นเองเป็นตัวก่อให้เกิดทุกข์ คือ

ขันธ์ที่เรายึดมั่นถือมั่น คือ รูป

ขันธ์ที่เรายึดมั่นถือมั่น คือ เวทนา

ขันธ์ที่เรายึดมั่นถือมั่น คือ สัญญา

ขันธ์ที่เรายึดมั่นถือมั่น คือ สังขาร

ขันธ์ที่เรายึดมั่นถือมั่น คือ วิญญาณ

เพื่อให้พระสาวกรู้เท่าทันอุปาทานขันธ์เหล่านี้ เมื่อพระผู้มี พระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ จึงทรงแนะนำสาวกทั้งหลายเช่นนี้เป็นส่วนมาก อนึ่ง คำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ทรงสั่งสอนพระสาวกทั้งหลาย ส่วนมากทรงแสดงอย่างนี้ว่า

รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง รูปไม่ใช่ตัวตน เวทนาไม่ใช่ตัวตน สัญญาไม่ใช่ตัวตน สังขารไม่ใช่ตัวตน วิญญาณไม่ใช่ตัวตน สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ดังนี้

พวกเราทั้งหลายถูกความเกิด ความแก่ ความตายครอบงำแล้ว ถูกความเศร้าโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจทั้งหลาย ถูกความทุกข์ครอบงำแล้ว จึงมีแต่ความทุกข์ระทมเป็นเบื้องหน้า ทำอย่างไรเราจึงจะถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ได้ เราทั้งหลายขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ปรินิพพานนานแล้วว่าเป็นสรณะ ขอถึงพระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะด้วย จักต้องปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นตามสติกำลัง ขอการปฏิบัติของเรา ทั้งหลายจงเป็นไปเพื่อถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ เทอญ

บทพิจารณาตังขะณิกะปัจจะเวกขะณะปาฐะ
บทสวดตังขะณิกะปัจจะเวกขะณะใช้สวดหลังทำวัตรเช้า เป็นบทพิจารณาให้เห็นถึงคุณค่าปัจจัย ๔ ได้แก่ จีวร อาหาร ที่อยู่อาศัย และ ยารักษาโรค ขณะกำลังใช้สอยก็พิจารณาให้เห็นคุณค่าที่แท้จริงของปัจจัย ๔ ไปด้วย เช่น การฉันอาหารบิณฑบาตก็เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ อย่างไม่ลำบาก ไม่ให้เวทนาคือความหิวแผดเผา จะได้อาศัยกายบำเพ็ญคุณงามความดีต่อไป มิได้ฉันตามความอยากเพื่อความเอร็ดอร่อยเมามัน หรือมิได้ฉันเพื่อแสดงฐานะความร่ำรวย เป็นต้น

ตังขะณิกะปัจจะเวกขะณะปาฐะ
ปะฏิสังขา, โยนิโส จีวะรัง ปะฏิเสวามิ, ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ, อุณหัสสะ ปะฏิฆาตายะ, ฑังสะมะกะสะวาตาตะ ปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, ยาวะเทวะ หิริโกปินะ ปะฏิจฉาทะนัตถัง ฯ

ปะฏิสังขา, โยนิโส ปิณฑะปาตัง ปะฏิเสวามิ, เนวะ ทะวายะ, นะ มะทายะ, นะ มัณฑะนายะ, นะ วิภูสะนายะ, ยาวะเทวะ อิมัสสะ กายัสสะ ฐิติยา, ยาปะนายะ, วิหิงสุปะระติยา,พรัมมะจะริยานุคคะหายะ, อิติ ปุราณัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามิ นะวัญจะ เวทะนัง นะ อุปปาเทสสามิ, ยาตรา จะ เม ภะวิสสะติ อะนะวัชชะตา จะ ผาสุวิหาโรจาติ ฯ

ปะฏิสังขา, โยนิโส เสนาสะนัง ปะฏิเสวามิ, ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ, อุณหัสสะ ปะฏิฆาตายะ, ฑังสะมะกะสะวาตา ตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, ยาวะเทวะอุตุปะริสสะ ยะวิโนทะนัง ปะฏิสัลลานารามัตถัง ฯ

ปฏิสังขา, โยนิโส คิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขารัง ปะฏิเสวามิ, ยาวะเทวะอุปปันนานัง เวยยาพาธิกานัง เวทะนานัง ปะฏิฆาตายะ, อัพพะยาปัชฌะปะระมะตายาติ ฯ

คำแปล
(พิจารณาขณะใช้จีวร)

เราพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงนุ่งห่มจีวร เพียงเพื่อบำบัด ความหนาวร้อน บำบัดสัมผัสอันเกิดจากเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย และเพียงเพื่อปกปิดร่างกายอันจะก่อให้เกิดความ ละอาย

(พิจารณาขณะฉันอาหารบิณฑบาต)

เราพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงฉันบิณฑบาต ไม่ใช่เพื่อความเพลิดเพลินสนุกสาน ไม่ใช่เพื่อความอร่อยเมามันเกิดพลังทางกาย ไม่ใช่เพื่อประดับตกแต่ง แต่ฉันเพียงเพื่อให้ร่างกายดำรงอยู่ได้ ให้อัตตภาพดำเนินไปได้ เพื่อไม่ให้ร่างกายเกิดความลำบาก อนุเคราะห์การประพฤติพรหมจรรย์ เมื่อฉันด้วยอาการอย่างนี้แล้ว ก็สามารถระงับทุกขเวทนาเก่าคือความหิวได้ และทุกขเวทนาใหม่ก็ไม่เกิดขึ้น เช่นนี้ร่างกายก็จะดำเนินไปได้โดยสะดวก ไม่มีโทษ และมีความเป็นอยู่ ผาสุกด้วย
(พิจารณาขณะใช้เสนาสนะที่อยู่อาศัย)

เราพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงใช้สอยเสนาสนะ เพียงเพื่อบำบัดความหนาวร้อน บำบัดสัมผัสอันเกิดจากเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย เพื่อบรรเทาอันตรายอันจะพึงมีจากดินฟ้าอากาศ และเพื่อความยินดีการอยู่ในที่เงียบสงัดสำหรับหลีกเร้นเจริญภาวนา

(พิจารณาขณะใช้ยารักษาโรค)

เราพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงบริโภคยารักษาโรคสำหรับ คนไข้ เพียงเพื่อบำบัดทุกขเวทนาอันเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เพื่อจะได้เป็นผู้ไม่ถูกโรคเบียดเบียนเป็นจุดประสงค์ที่สำคัญ

บทพิจารณาธาตุปะฏิกูละปัจจะเวกขะณะปาฐะ
บทสวด ให้พิจารณาโดยรวมว่า ปัจจัย ๔ ที่ภิกษุใช้สอย เป็นเพียงธาตุที่ตั้งอยู่ตามธรรมชาติ มิใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา เป็นของปฏิกูล มีความเปื่อยเน่าไปเป็นธรรมดาอยู่แล้ว และกำลังเปื่อยเน่าไปตามเหตุปัจจัย จึงไม่ควรยึดถือว่าเป็นสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา เช่น สิ่งของทุกอย่างที่ได้รับจากการตักบาตรให้พิจารณาเป็นเพียงธาตุไม่แบ่งแยกชนิดว่าเป็นนั่นเป็นนี่ สิ่งที่ฉันเป็นเพียงสักว่าธาตุเพื่อการดำรงชีพ เท่านั้น

ปะฏิกูละปัจจะเวกขะณะปาฐะ
ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง ยะทิทัง จีวะรัง ตะทุปะภุญชะโก จะ ปุคคะโล ธาตุมัตตะโก นิสสัตโต นิชชีโว สุญโญ สัพพานิ ปะนะ อิมานิ จีวะรานิ อะชิคุจฉะนียานิ อิมัง ปูติกายัง ปัตะวา๔ อะติวิยะ ชิคุจฉะนียานิ ชายันติ ฯ

ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง ยะทิทัง ปิณฑะปาโต ตะทุปะภุญชะโก จะ ปุคคะโล ธาตุมัตตะโก นิสสัตโต นิชชีโว สุญโญ สัพโพ ปะนายัง ปิณฑะปาโต อะชิคุจฉะนีโย อิมัง ปูติกายัง ปัตะวา อะติวิยะ ชิคุจฉะนีโย ชายะติ ฯ

ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง ยะทิทัง เสนาสะนัง ตะทุปะภุญชะโก จะ ปุคคะโล ธาตุมัตตะโก นิสสัตโต นิชชีโว สุญโญ สัพพานิ ปะนะ อิมานิ เสนาสะนานิ อะชิคุจฉะนียานิ อิมัง ปูติกายัง ปัตะวา อะติวิยะ ชิคุจฉะนียานิ ชายันติ ฯ

ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง ยะทิทัง คิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขาโร ตะทุปะภุญชะโก จะ ปุคคะโล ธาตุมัตตะโก นิสสัตโต นิชชีโว สุญโญ สัพโพ ปะนายัง คิลานะปัจจะยะเภสัชชะ ปะริกขาโร อะชิคุจฉะนีโย อิมัง ปูติกายัง ปัตะวา อะติวิยะ ชิคุจฉะนีโย ชายะติ ฯ



คำแปล
(พิจารณาขณะใช้จีวร)

สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติที่กำลังเป็นไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น คือ จีวรและบุคคลผู้ใช้สอยจีวรนั้น เป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติ มิได้เป็นสัตว์ ชีวิต บุรุษ บุคคลที่ยั่งยืน ว่างเปล่าจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน จีวรทั้งหมดนี้มิได้เป็นของน่าเกลียดมาแต่เดิม แต่ครั้นมาสัมผัสกับร่างกายอันเปื่อยเน่าอยู่เป็นนิจนี้แล้ว ก็กลับกลายเป็นของน่าเกลียดมากยิ่งขึ้นไปด้วยกันอีก สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงธาตุตาม ธรรมชาติเท่านั้น กำลังเป็นไปตามเหตุปัจจัยอยู่เนืองนิจ

(พิจารณาขณะฉันอาหารบิณฑบาต)

สิ่งเหล่านี้ คือ บิณฑบาต และบุคคลผู้บริโภคบิณฑบาตนั้น เป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น มิได้เป็นสัตว์ ชีวิต บุรุษ บุคคลที่ยั่งยืน ว่างเปล่าจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน บิณฑบาตทั้งหมดนี้ มิได้เป็นของน่าเกลียดมาแต่เดิม แต่ครั้นมาสัมผัสกับร่างกายอันเปื่อยเน่าอยู่เป็นนิจนี้แล้ว ก็กลับกลายเป็นของน่าเกลียดมากยิ่งขึ้นไปด้วยกันอีก สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น กำลังเป็นไปตามเหตุปัจจัยอยู่เนืองนิจ

(พิจารณาขณะใช้สอยเสนาสนะที่อยู่อาศัย)

สิ่งเหล่านี้ คือ เสนาเสนะ และบุคคลผู้ใช้สอยเสนาสนะนั้น เป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น มิได้เป็นสัตว์ ชีวิต บุรุษ บุคคลที่ยั่งยืน ว่างเปล่าจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน เสนาสนะทั้งหมดนี้ มิได้เป็นของน่าเกลียดมาแต่เดิม แต่ครั้นมาสัมผัสกับร่างกายอันเปื่อยเน่าอยู่เป็นนิจนี้แล้ว ก็กลับกลายเป็นของน่าเกลียดมากยิ่งขึ้นไปด้วยกันอีก สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น กำลังเป็นไปตามเหตุปัจจัยอยู่เนืองนิจ

(พิจารณาขณะใช้ยารักษาโรค)

สิ่งเหล่านี้ คือ ยารักษาโรคสำหรับคนไข้ และบุคคลผู้บริโภคยารักษาโรคนั้น เป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น มิได้เป็นสัตว์ ชีวิต บุรุษ บุคคลที่ยั่งยืน ว่างเปล่าจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน ยารักษาโรคทั้งหมดนี้ มิได้เป็นของน่าเกลียดมาแต่เดิม แต่ครั้นมาสัมผัสกับร่างกายอันเปื่อยเน่าอยู่เป็นนิจนี้แล้ว ก็กลับกลายเป็นของน่าเกลียดมากยิ่งขึ้นไปด้วยกันอีก สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น กำลังเป็นไปตามเหตุปัจจัยอยู่เนืองนิจ

เทวะตาปัตติทานะคาถา
บทสวดที่กล่าวถึงการตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลให้หมู่เทพ ตลอดจนสรรพสัตว์ทุกหมู่เหล่าที่เกิดในกำเนิด ๔ คือ ทั้งที่เป็นชลาพุชะกำเนิด อัณฑะชะกำเนิด สังเสทชะกำเนิด หรือที่เป็นอุปปาติกะ ขอให้สัตว์ เหล่านั้น จงถึงที่สุดแห่งทุกข์ และรักษาพระศาสนาให้ตั้งอยู่สิ้นกาลนาน



เทวะตาปัตติทานะคาถา
ยา เทวะตา สันติ วิหาระวาสินี

ถูเป ฆะเร โพธิฆะเร ตะหิง ตะหิง

ตา ธัมมะทาเนนะ ภะวันตุ ปูชิตา

โสตถิง กะโรนเตธะ วิหาระมัณฑะเล

เถรา จะ มัชฌา นะวะกา จะ ภิกขะโว

สารามิกา ทานะปะตี อุปาสะกา

คามา จะ เทสา นิคะมา จะ อิสสะรา

สัปปาณะภูตา สุขิตา ภะวันตุ เต

ชะลาพุชา เยปิ จะ อัณฑะสัมภะวา

สังเสทะชาตา อะถะโวปะปาติกา

นิยยานิกัง ธัมมะวะรัง ปะฏิจจะ เต

สัพเพปิ ทุกขัสสะ กะโรนตุ สังขะยัง

ฐาตุ จิรัง สะตัง ธัมโม ธัมมัทธะรา จะ ปุคคะลา

สังโฆ โหตุ สะมัคโค วะ อัตถายะ จะ หิตายะ จะ

อัมเห รักขะตุ สัทธัมโม สัพเพปิ ธัมมะจาริโน

วุฑฒิง สัมปาปุเนยยามะ ธัมเม อะริยัปปะเวทิเต ฯ

คำแปล
ขอเหล่าเทพยดาซึ่งสถิตอยู่ที่วิหาร ที่พระสถูป ที่ต้นโพธิ์ในที่นั้นๆ ที่เราบูชาด้วยธรรมทานแล้ว จงทำให้มณฑลวิหารนี้เกิดความสุขสวัสดี ขอให้พระภิกษุทั้งหลายทั้งที่เป็นพระเถระ ปานกลางและภิกษุใหม่ อุบาสกอุบาสิกาผู้ถวายทาน ตลอดจนบุคคลผู้อาศัยอารามทั้งหลาย ทั้งชาวบ้าน ชาวเมือง ชาวนิคม และชนผู้เป็นใหญ่ ทั้งหลายจงมีความสุข แม้สัตว์เหล่าใดที่เกิดในกำเนิดทั้ง ๔ คือ (๑) ชลาพุชะกำเนิด (๒) อัณฑชะกำเนิด (๓) สังเสทชะกำเนิด หรือ (๔) ที่เป็นอุปปาติกะ ขอสัตว์เหล่านั้นทุกจำพวกทุกหมู่เหล่า ได้อาศัยธรรมอันประเสริฐที่ชื่อว่านิยยานิกธรรม ปฏิบัติตามถึงความพ้นทุกข์เถิด ขอธรรมะของเหล่าสัตบุรุษและบุคคลผู้ทรงไว้ซึ่งธรรมจงดำรงอยู่ตลอดกาล ขอพระสงฆ์จงมีความสามัคคีพร้อมเพรียงกันบำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูลแก่มวลสรรพสัตว์ ขอพระธรรมจงรักษาข้าพเจ้าและผู้ประพฤติธรรมทั้งปวง ให้ถึงความเจริญ งอกงามไพบูลย์ในธรรมที่พระอริยเจ้าประกาศไว้แล้ว ขอสัตว์ทั้งหลายจงมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ขอฝนจงตกต้องตามฤดูกาล นำความอุดมสมบูรณ์มาสู่ผืนแผ่นดิน เพื่อความเจริญรุ่งเรืองแก่หมู่สัตว์ ขอพระราชาจงปกปักรักษาอาณาประชาราษฎร์โดยธรรมตลอดกาล เหมือนมารดาบิดารักษาลูกในอกอย่างทะนุถนอมฉันนั้นฯ

การกรวดน้ำา
การกรวดน้ำเป็นการตั้งใจแผ่ส่วนบุญกุศล โดยนึกถึงบรรพบุรุษทั้งหลาย เรื่อยมาโดยลำดับจนถึงบิดามารดา ครูบาอาจารย์ญาติพี่น้อง เทวาอารักษ์ แม้มองไม่เห็นตัว และผู้มีเวรทั้งหลาย ได้มีส่วนในอานิสงส์แห่งการไหว้พระสวดมนต์เจริญภาวนา ขอให้มีความ ร่มเย็นเป็นสุข เสมอกันถ้วนทุกคน

บทกรวดน้ำอิมินา
อิมินา ปุญญะกัมเมนะ อุปัชฌายา คุณุตตะรา

อาจริยูปะการะ จะ มาตา ปิตา จะ ญาตะกา ปิยา มะมัง

สุริโย จันทิมา ราชา คุณะวันตา นะราปิ จะ

พรัหมมะมารา จะ อินทา จะตุ โลกะปาลา จะ เทวะตา

ยะโม มิตตา มะนุสสา จะ มัชฌัตตา เวริกาปิ จะ

สัพเพ สัตตา สุขี โหนตุ ปุญญานิ ปะกะตานิ เม

สุขัง จะ ติวิธัง เทนตุ ขิปปัง ปาเปถะ โวมะตัง ฯ

อิมินา ปุญญะกัมเมนะ อิมินา อุททิเสนะ จะ

ขิปปาหัง สุละเภ เจวะ ตัณหุปาทานะเฉทะนัง

เย สันตาเน หินา ธัมมา ยาวะ นิพพานะโต มะมัง

นัสสันตุ สัพพะทา เยวะ ยัตถะ ชาโต ภะเว ภะเว

อุชุจิตตัง สะติปัญญา สัลเลโข วิริยัมหินา

มาราละภันตุ โนกาสัง กาตุญจะ วิริเยสุ เม

พุทธา ทิปะวะโร นาโถ ธัมโม นาโถ วะรุตตะโม

นาโถ ปัจเจกะพุทโธ จะ สังโฆ นาโถตตะโร มะมัง

เตโสตตะมานุภาเวนะ มาโรกาสัง ละภันตุ มา ฯ

คำแปล
ด้วยบุญนี้อุทิศให้อุปัชฌาย์ผู้เลิศคุณ และอาจารย์ผู้เกื้อหนุน ทั้งพ่อแม่แลปวงญาติ สูรย์จันทร์และราชา ผู้ทรงคุณหรือสูงชาติ พรหมมารและอินทราช ทั้งทวยเทพและท้าวจตุโลกบาล ยมราช มนุษย์มิตร ผู้เป็นกลางผู้จองผลาญ ขอให้เป็นสุขศานติ์ทุกทั่วหน้าอย่าทุกข์ทน บุญผอง ที่ข้าทำจงช่วยอำนวยศุภผล ให้สุขสามอย่างล้น ให้ลุถึงนิพพานพลัน ด้วยบุญนี้ที่เราทำ และอุทิศให้ปวงสัตว์ เราพลันได้ซึ่งการตัดตัวตัณหา อุปาทาน สิ่งชั่วในดวงใจ กว่าเราจะถึงนิพพาน มลายสิ้นจากสันดาน ทุกๆภพที่เราเกิด มีจิตตรงและสติ ทั้งปัญญาอันประเสริฐ พร้อมทั้งความเพียรเลิศเป็นเครื่องขูดกิเลสหาย โอกาสอย่าพึงมีแก่หมู่มารสิ้นทั้งหลาย เป็นช่องประทุษร้ายทำลายล้างความเพียรจม พระพุทธเจ้าทรงเป็นที่พึ่งอันประเสริฐ พระธรรมเป็นที่พึ่งอันสูงสุด พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสงฆ์ที่พึ่งผยอง ด้วยอานุภาพนั้น ขอหมู่มารอย่าได้ช่อง ด้วยเดชะบุญทั้ง ๑๐ ประการ อย่าเปิดโอกาสแก่มาร เทอญ ฯจากนั้นประธานนำสวดบทถวายพรพระ นั่งสมาธิเจริญภาวนา และฟังอบรมธรรมะต่อไป

(จบทำวัตรเช้า)



ที่มาจากหนังสือ ลูกผู้ชายต้องบวช ผู้แต่ง ญาณวชิระ




โดย กระต่ายใต้เงาจันทร์     e-mail:: tamoko_29@hotmail.com     IP::    วันที่ 16 ต.ค. 2554


ตั้งกระทู้ใหม / อ่านกระทู้ทั้งหมด
ข้อความ
รูปภาพ
ชื่อ**
อีเมล์
รหัสกันสแปม
   
 

 

 
 
 
:: วัดพระแก้ว อ.เมือง จ.เชียงราย ::
วัดพระแก้ว
เลขที่ 19 หมู่ 1 ตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย 57000
โทร. 053-711385, 053-751875
ผู้เช้าชมเว็บ 190487 ครั้ง :: กำลังออนไลน์ 48 คน
Copyright © 2016 www.watphrakaew-chiangrai.com. All Rights Reserved. :: Design by Chiangrai Enter Soft::