บทความสาระน่ารู้

กลองมโหระทึก

เปิดอ่าน 4349 ครั้ง

                                                                                    พิพิธภัณฑ์โฮงหลวงแสงแก้ว

                                                                                                                วัดพระแก้ว เชียงราย

ก๊องกบ (กลองมโหระทึก)

เป็นกลองหน้าเดียวหล่อด้วยโลหะผสม ประกอบด้วย ทองแดง ตะกั่วและดีบุก แบบเก่าที่สุดพบในประเทศเขมรและท้องที่ใกล้เคียง 

กลองมโหระทึกเป็นโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ใช้ตีกันอยู่ในงานพิธีต่างๆ ทั้งในงานหลวงและงานราษฎร์ ตรงด้านข้างของตัวกลองมักทำช้างเดินตามกัน ๒ - ๓ ตัว บนหน้ากลองมีกบอยู่ประจำ ๔ ทิศ บางลูกก็ทำกบซ้อนกัน ๓ ตัว ตรงกลางทำเป็นรูปดาวมีแฉก บางชนิดก็ทำดาวนูนกลาง ขอบดาวลาด ที่มีกบอยู่บนหน้ากลองนั้นมีอธิบายว่า กลองเหล่านี้แต่เดิมคงสร้างขึ้นสำหรับใช้ตีขอฝน เพราะเป็นความเชื่อตั้งแต่สมัยโบราณว่าเมื่อกบร้องแล้วฝนจะตก เป็นที่ยอมรับกันว่ากลองเหล่านี้มีกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในท้องที่แหลมอินโดจีนตอนใดตอนหนึ่ง ด้วยเหตุที่กลองชนิดนี้มักทำกบไว้บนหน้ากลอง พม่าจึงเรียกกลองจำพวกนี้ว่า "ผักซี" แปลว่า "กลองกบ" ชาวไทยเราทางเหนือก็เรียกว่า "ก๊องกบ" หรือ "ก๊องเขียด" เหมือนกัน แต่ในตอนหลังนี้ชาวกะเหรี่ยงนิยมนับถือกลองชนิดนี้มาก กะเหรี่ยงชั้นหัวหน้าจะต้องมีใช้กันประจำ ถ้าผู้ใดมีกลองชนิดนี้อยู่ในครอบครองเพียงใบเดียวก็จะได้รับยกย่องว่ามีฐานะในทางสังคมสูงกว่าการมีช้างตั้ง ๗ เชือก และคงจะเนื่องจากที่ชาวกะเหรี่ยงนิยมใช้จึงเรียกกันว่า "กลองกะเหรี่ยง" ฝรั่งก็เรียกว่า "Karen Bronze Drums" นอกจากชาวกะเหรี่ยงแล้วปรากฏว่าชาวละว้าก็นิยมใช้กลองมโหระทึก กะเหรี่ยงบอกว่าเขาได้กลองแบบนี้มาจากชนชาติอื่น ซึ่งมีบทกลอนและเพลงร้องกล่าวถึงว่ากลองแบบนี้พวกยู (Yu) เป็นผู้สร้างขึ้น พวกยูนี้นายตอเส่นโก๊ะเจ้าหน้าที่โบราณคดีผู้ล่วงลับไปแล้วของพม่ามีความเห็นว่า เป็นชนพวกหนึ่งที่เรียกกันอีกชื่อว่า ยูง (Yung) เคยมีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่มณฑลยูนนานในประเทศจีนตอนใต้ สำนักสำรวจบางกลุ่มกล่าวว่าชาวจีนเป็นพวกแรกที่พบกลองชนิดนี้ แต่พวก ยู หรือ ยูงนั้น บางท่านก็ว่าเป็นไทยพวกหนึ่ง และชาวไทยในสายนี้อพยพกันลงมาทางใต้แล้วมาตั้งอาณาจักรของตนขึ้นและใช้ชื่อภาษาบาลีตามชื่อที่เคยอยู่มาในดินแดนเดิมว่า โยนะกะ หรือ โยนก เรื่องที่กล่าวมานี้ก็ดูเลือนลางเต็มทีเพราะยังไม่มีหลักฐานมั่นคงพอ แต่ปรากฏว่ามีพวกชานหรือไทยใหญ่ซึ่งตั้งภูมิลำเนาอยู่เป็นหมู่บ้านในท้องที่ระหว่างตั้งแต่เมืองตองอูเข้าไปจนในแคว้นชาน ( The Shan States) พวกชาวไทยใหญ่เหล่านั้นมีอาชีพเป็นผู้หล่อกลองเหล่านี้ให้แก่พวกกะเหรี่ยง

กลองมโหระทึกนิยมนำมาใช้ตีบรรเลงในโอกาสต่าง ๆ ทั้งงานหลวงและงานราษฎร์ โดยปกติใช้ตีด้วยไม้ตี ๒ อัน ชาวไทยเรานิยมใช้มโหระทึกมาแต่โบราณตั้งแต่สมัยสุโขทัย มีกล่าวไว้ในหนังสือไตรภูมิพระร่วงตอนหนึ่งว่า “ประชาชนรื่นเริงสนุกสนานบรรเลงดนตรีดีดสีตีเป่า พื้นฆ้องกลองแตรสังข์ระฆังกังสดาลหรทึก กึกก้องทำนุกดี” และต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยามีกำหนดไว้ในกฎมนเทียรบาลให้เป็นหน้าที่ของขุนมนตรีตีในงานพระราชพิธีด้วย เช่น ระบุไว้ว่า “อินโทรตีอินทเภรี ศรีเกดตีฆ้องชัย ขุนดนตรีตีหรทึก” และยังคงใช้ประโคมร่วมกับแตรสังข์ในงานพระราชพิธีต่างๆ ตลอดมา เช่น ในโอกาสที่พระมหากษัตริย์เสด็จออกในงานพระราชพิธีรัฐพิธี ใช้บรรเลงร่วมกับกระบวนกลองชนะในงานเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราและในกระบวนอื่นๆ

 

นอกจากใช้ในงานหลวงดังกล่าวแล้ว ยังปรากฏว่าที่วัดบวรนิเวศวิหาร มีประเพณีกระทั่ง (ตี) มโหระทึกและบันลือสังข์ประโคมในขณะพระภิกษุสงฆ์ลงประชุมทำวัตรสวดมนต์ในพระอุโบสถทั้งเช้าเย็น เริ่มประโคมเมื่อพระภิกษุผู้นำทำวัตรสวดมนต์จุดเทียนทองคือโลหะทำเป็นรูปเทียนสีไส้ด้ายดิบ ใช้ตามด้วยน้ำมันมะพร้าว มีปลอกทำด้วยทองแดงชักเงาปักอยู่บนเชิงลายถมปัดรูปเชิงเทียนจีนคู่หนึ่ง ณ ที่บูชา เมื่อจุดเทียนทองและประโคมแล้วพระภิกษุสงฆ์จึงจะขึ้นบนอาสนะ ยืนพนมมือจนจุดเทียนธูป ณ ที่บูชาทั้ง ๓ หมู่เสร็จ จึงหยุดประโคม พระภิกษุสงฆ์ลงนั่งคุกเข่าทำวัตรและสวดมนต์ต่อไป วัดที่มีประโคมมโหระทึกขณะพระภิกษุสงฆ์ประชุมทำวัตรสวดมนต์มีอยู่ ๓ วัดคือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดบวรนิเวศวิหาร ทั้ง ๒ วัดนี้เชื่อว่าได้รับพระราชทานพร้อมกันในรัชกาลที่ ๔ อีกวัดหนึ่งคือวัดเบญจมบพิตร คงได้รับพระราชทานในรัชกาลที่ ๕   มโหระทึกเป็นเครื่องบรรเลงประกอบพระราชอิสริยยศของพระองค์พระมหากษัตริย์ ฉะนั้นจึงต้องทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานจึงจะใช้ได้ ไม่ใช่ใช้ได้ตามอำเภอใจ

 

เรียบเรียงจากwww.thaigoodview.com

 

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับวัดในเชียงราย

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553

ชาดกเรื่องกาเผือก พระพุทธเจ้า 5 พระองค์

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553

กลองมโหระทึก

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553

ตักบาตรเทโว

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553

ตาลปัตร

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553

ตำนานพระแก้วมรกต

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553

ทศชาติชาดก

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553

ประวัติศาสตร์จังหวัดเชียงราย

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553

ปี๋เปิ้ง

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553

เป็งปุ๊ด

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553

พระเจดีย์

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553

พระเจ้าทันใจ

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553

พระธรรมราชานุวัตร

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553

พระบรมสารีริกธาตุ

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553

พระประธาน

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553

พระประวัติพญามังราย

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553

พระพุทธรูปประจำวันเกิด

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553

พระพุทธิวงศ์วิวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดพระแก้ว

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553

พระหยกเชียงราย

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553

พระอุโบสถ

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553

วัดพระแก้ว

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553

หอพระหยก

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553

โฮงหลวงแสงแก้ว

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553